วันศุกร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2560

พวกมักง่ายลักลอบทิ้งซากสัตว์คลองชลประทาน


             าวบ้านถึงกับผงะกันเป็นทิวแถวหลังพบว่ามีพวกมักง่ายลักลอบทิ้งซากกระดูกสัตว์สุกร และซากวัว บรรจุถุงขยะพลาสติกจำนวนหลายถุงสภาพถุงแตกกระจายลอยอยู่ในน้ำริมคลองชลประทาน ใกล้ประตูน้ำ หมู่ที่ 7 ต.แหลมบัว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ส่งกลิ่นเน่าเหม็น และมีหนอนไต่ยั๊วเยี้ยเต็มไปหมด  ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษ น้ำเน่าเสีย และส่งกลิ่นเหม็นไปทั่วบริเวณดังกล่าว ที่สำคัญชาวนาใช้น้ำจากแหล่งน้ำดังกล่าวไปหล่อเลี้ยงต้นข้าว หากไม่เร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าว ก็ส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำและนาข้าวเน่าเสียอย่างแน่นอน
             อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งได้รับความเดือดร้อนจากความมักง่ายครั้งนี้ ได้ดำเนินการแจ้งเรื่องกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทัองที่ ต.แหลมบัว สภ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ซึ่งคาดว่าอาจเป็นฝีมือผู้ประกอบการมักง่ายบางแห่งที่นำซากสัตว์ไปทิ้งยังพื้นที่ต่างๆ



วันพฤหัสบดีที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2560

กรมส่งเสริมสหกรณ์ชี้พร้อมดูแลราษฎรร่วมโครงการจัดพัฒนาที่ดินฯ

             บิ๊กกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่เป็นประธานวางเสาเอกบ้านราษฎรหลังแรก พร้อมดูแลราษฎรที่เข้าร่วมโครงการจัดพัฒนาที่ดินฯ ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม อำนวยความสะดวกในการรื้อถอนขนย้ายหลังย้ายออกจากบริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยทราย-หุบกะพง 
          ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานในการวางเสาเอกบ้านของราษฎรที่เข้าร่วมโครงการจัดพัฒนาที่ดินฯ ตามพระราชประสงค์หุบกะพง จังหวัดเพชรบุรี เมื่อเร็วๆนี้ พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกในการรื้อถอนขนย้ายบ้านจำนวน 8 หลังในพื้นที่บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยทราย-หุบกะพง โดยประสานงานขอความอนุเคราะห์เครื่องจักรกลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่นชลประทานเจ้าหน้าที่ทหารจากจุดประสานงานจัด
พัฒนาที่ดินโครงการตามพระราชประสงค์หุบกะพงเข้าไปช่วยดำเนินการ
      อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า ศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกะพงสำนักงานสหกรณ์จังหวัดเพชรบุรีได้ชี้แจงทำความเข้าใจกับราษฎรในหลักการใช้ประโยชน์ที่ดินโครงการตามพระราชประสงค์หุบกะพง ซึ่งราษฎรเข้าใจในหลักการเพื่อไปอยู่อาศัยตามแผนที่โครงการจัดพัฒนาที่ดินฯ และติดต่อประสานงานกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอชะอำ เพื่อขยายเขตการใช้ไฟฟ้าไปยังพื้นที่แปลงทดแทนอีกด้วย
           อย่างไรก็ตามต้องขอบคุณราษฎรที่เห็นความสำคัญในการดำเนินงานที่จะอยู่ในพื้นที่เหมาะสม ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์พร้อมที่จะดูแลราษฎรเหล่านี้ให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม 

วันอังคารที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2560

ผลิตภัณฑ์จักสานป่านศรนารายณ์สร้างอาชีพมั่นคง

                  นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณแก่ราษฎรหมู่บ้านหุบกระพง อ.ชะอำ จ.พชรบุรี ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานที่ดินทำกินให้แก่ราษฎรได้เข้ามาอาศัยอยู่ในพื้นที่หุบกระพง ต่อมารัฐบาลอิสราเอลได้เข้ามาช่วยเหลือแนะนำอาชีพการเกษตรให้กับราษฎร สำหรัผลิตภัณฑ์ของกลุ่มอาชีพจักสานป่านศรนารายณ์ ซึ่งเป็นอาชีพหนึ่งที่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถได้ทรงส่งเสริมให้ชาวบ้านรวมกลุ่มกันและนำป่านศรนารายณ์ ซึ่งเป็นพืชที่ขึ้นในพื้นที่มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดต่างๆ อาทิ หมวก กระเป๋า รองเท้า เข็มขัด สร้างรายได้ให้กับราษฎรและเป็นอาชีพที่มั่นคงมาจนถึงปัจจุบัน
         ประวัติการก่อตั้งสหกรณ์การเกษตรหุบกระพง จำกัด ได้รับพระราชทานใบทะเบียนสหกรณ์จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2519 แรกเริ่มมีสมาชิกจำนวน 83 ครอบครัว หลังจากระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานที่ดินทำกินให้กับราษฎรในปี 2514 แล้วในปี 2515 สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถทรงแนะนำและส่งเสริมให้สตรีนำเส้นใยจากป่านศรนารายณ์ ซึ่งมีอยู่ในพื้นที่นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์
ในด้านผลิตภัณฑ์หัตถกรรม และฝึกทักษะให้กับสตรี และเมื่อเป็นผลิตภัณฑ์แล้วก็รวบรวมส่งให้กับสหกรณ์เป็นผู้จำหน่าย ต่อมาในปี 2524 สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถทรงรับงานศิลปาชีพพิเศษป่านศรนารายณ์ของกลุ่มสตรีสหกรณ์หุบกระพงไว้ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ปัจจุบันดำเนินธุกิจรวบรวมผลผลิตของสหกรณ์การเกษตรหุบกระพง จำกัด  
   นางสาวเพ็ญทิพย์ แย้มศรี ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรหุบกระพง จำกัด กล่าวว่า ในส่วนของงานศิลปาชีพจักสานป่านศรนารายณ์ ถือเป็นธุรกิจหนึ่งของสหกรณ์การเกษตรหุบกระพง จำกัด เพราะว่างานศิลปาชีพพิเศษสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถฯ ได้เข้ามาส่งเสริมอาชีพตั้งแต่เริ่มก่อตั้งเป็นสหกรณ์การเกษตรหุบกระพง จำกัด โดยเติบโตคู่กันมา เราจะถือสโลแกน "ในหลวงให้ที่ พระราชินีให้อาชีพ" โดยมีผู้ผลิตเป็นกลุ่มสตรีจากศิลปาชีพพิเศษป่านศรนารายณ์ ส่วนสหกรณ์ก็จะเป็นผู้รับซื้อผลิตภัณฑ์ทั้งหมดจากกลุ่มสตรี เพื่อนำมาจำหน่ายที่ร้านในโครงการและในโครงการชั่วหัวมัน
และอีกจุดหนึ่งคือ ที่มูลนิธิสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร ค่ายพระรามหก พร้อมทั้งวางแผนการตลาดให้ด้วย
    ส่วนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ก็จะมีกระบวนการแปรรูปตั้งแต่วัตถุดิบ ซึ่งทางสหกรณ์จะเป็นผู้ปลูกป่านศรนารายณ์เอง โดยให้สมาชิกของสหกรณ์ตัดเอาไป แล้วก็เอาไปขูดเป็นเส้นใย แล้วเอามาขายให้กับสหกรณ์ จากนั้นผู้เฒ่า ผู้แก่ ก็จะนำเส้นใยป่านศรนารายณ์ไปถักเป็นเปีย แล้วก็เอากลับมาขายให้กับสหกรณ์ เป็นการสร้างอาชีพให้กับผู้เฒ่า ผู้แก่ ในพื้นที่ส่วนหนึ่ง และสมาชิกก็จะมาเบิกเส้นใยหรือเปียไปทำเป็นผลิตภัณฑ์ หลังจากนั้นก็นำผลิตภัณฑ์กลับมาขายให้กับสหกรณ์
   ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรหุบกระพง จำกัด กล่าวอีกว่า ปัจจุบันนี้ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการศึกษาต่างๆ เช่น มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตเพชรบุรี ที่เข้ามาช่วยในการออกแบบตราสินค้าให้ และจัดทำเว็บไซต์ เพื่อให้มีความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น และขณะนี้อยู่ระหว่างการอบรมที่ศูนย์ 15 ในด้านการพัฒนาสิ่งทอ และหาวิธีการที่จะทำให้ป่านศรนารยณ์ที่มีความแข็งให้มีความนุ่มขึ้น ปัจจุบันมีสมาชิกสหกรณ์อยู่ 500 กว่าราย แต่ในส่วนของกลุ่มอาชีพศิลปาชีพพิเศษป่านศรนารายณ์มีสมาชิกอยู่จำนวน 20 ราย โดยในส่วนของสมาชิกกลุ่มอาชีพศิลปาชีพพิเศษเราจะจัดหาวัตถุดิบมาให้ ทำการตลาด และพยายามศึกษาหาความรู้ในการปรับเปลี่ยนพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ให้เป็นสากลยิ่งขึ้น
          สำหรับผลิตภัณฑ์จากป่านศรนารายณ์จะมีหลากหลายชนิด เช่น หมวก กระเป๋า เข็มขัด ที่คาดผม กิ๊บติดผม พวงกุญแจ รองเท้า สินค้ากิ๊ฟช็อป และสินค้าเบ็ดเตล็ด ซึ่งขณะนี้เราพยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์ทำเป็นแผ่นรองจาน แผ่นรองแก้ว ให้มีรูปแบบเป็นสากลยิ่งขึ้น โดยจะพัฒนาสีสันเพิ่มขึ้น ส่วนสินค้าที่ขายดีก็จะเป็นหมวก และกระเป๋า เพราะมีหลากหลายรูปแบบ ราคาขายเริ่มต้นตั้งแต่ 20-800 บาท สร้างยอดขายให้กับสหกรณ์ประมาณ 100,000-200,000 บาทต่อเดือน สมาชิกมีรายได้เดือนละ 5,000-15,000 บาทต่อราย ตอนนี้
อยากขายสินค้าทางระบบออนไลน์ ซึ่งจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเพิ่มยอดขาย และกระจายสินค้าได้อย่างทั่วถึงและสะดวกยิ่งขึ้น ก็ขอฝากนักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเที่ยวจังหวัดเพชรบุรี อยากจะให้มาเที่ยวชมและซื้อสินค้าของชาวบ้าน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ป่านศรนารายณ์ที่อยู่คู่กับสหกรณ์แห่งนี้มานานกว่า 40 ปีแล้ว จึงอยากให้ช่วยอุดหนุนสินค้าของชาวบ้าน เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ผู้สนใจสามารถเลือกซื้อสินค้าได้ที่ร้านสหกรณ์การเกษตรหุบกระพง จำกัด ต.เขาใหญ่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี หรือติดต่อได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 032-593178 ทางเว็บไซต์ www.coopthai.com/hubkrapong    
  ขณะนี้เรามีการส่งเสริมสนับสนุนให้เด็กรุ่นใหม่ได้เข้ามามีส่วนร่วม โดยจะให้เด็กนักเรียนจากโรงเรียนหุบกระพงเข้ามาเป็นมัคกุเทศก์คอยแนะนำข้อมูลต่างๆ ให้กับคณะที่มาศึกษาดูงานสหกรณ์ของเรา ซึ่งในปีนี้เรามีนโยบายจะขยายพื้นที่ปลูกป่านศรนารายณ์ เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกทำการเกษตรแปลงใหญ่ และช่วยกันอนุรักษ์ป่านศรนารายณ์ให้อยู่คู่กับพื้นที่ของเราต่อไปนานๆ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการเกษตรแปลงใหญ่อย่างเป็นรูปธรรมภายในปี 2561 นอกจากนี้ ยังปลูกฝังให้เยาวชนรุ่นใหม่ได้ตระหนักถึงคุณค่าของป่านศรนารายณ์ และร่วมกันสืบสานอาชีพการทำผลิตภัณฑ์จักสานป่านศรนารายณ์ให้ดำรงอยู่ต่อไป

วันเสาร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2560

อพท.3 ชวนนักท่องเที่ยวร่วมกิจกรรมเส้นทางท่องเที่ยวเรียนรู้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

    ตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2560 สำนักงานพื้นที่พิเศษเมืองพัทยาและพื้นที่เชื่อมโยง (อพท.3) จะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าร่วมเล่นกิจกรรม e-stamp ของแอพพลิเคชั่น Smart Pattayaเส้นทางท่องเที่ยวเรียนรู้ในพื้นที่รอบวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร อันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้ง 12 โครงการ 
     ประกอบด้วย วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร อันเนื่องมาจากพระราชดำริ,ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร อันเนื่องมาจากพระราชดำริ, โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ, โรงพยาบาลวัดญาณสังวราราม, โครงการงานวิชาการเกษตร, โครงการพัฒนาลุ่มน้ำคลองบ้านอำเภอ, โครงการป่าสิริเจริญวรรษ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ, เขตห้ามล่าสัตว์ป่าเขาชีโอน, สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าบางละมุง, โครงการอนุรักษ์ดินและน้ำพื้นที่วัดญาณสังวรารามอันเนื่องมาจากพระราชดำริ, มูลนิธิพระพุทธรูปแกะสลักหน้าผาเขาชีจรรย์,มูลนิธิอเนกกุศลศาลา (วิหารเซียน)


วันพุธที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

โปรยเมล็ดพันธุ์พืชสร้างความชุ่มชื้นเพิ่มผืนป่า

                  สืบเนื่องจากประเทศไทยประสบปัญหาภัยแล้งรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกปี มักจะมีความขัดแย้งการแช่งชิงน้ำ ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรป่าไม้และที่ดิน สัตว์บางชนิดสูญพันธุ์ เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติรุนแรงขึ้น สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากพื้นที่ป่าไม้ของประเทศมีจำนวนลดลง กรมฝนหลวงและการบินเกษตร และหน่วยงานต่างๆ จึงได้ร่วมกันจัดทำโครงการ "โปรยเมล็ดพันธุ์พืชเพื่อสร้างความชุ่มชื้นและเพิ่มผืนป่าทั่วประเทศไทย สานต่อพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิรลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร" ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งในการสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับระบบนิเวศน์ในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเอื้อประโยชน์ต่อชุมชนอย่างยั่งยืน รวมถึงเป็นการเร่งขยายพันธุ์กล้าไม้กลายเป็นสภาพป่าธรรมชาติ ควบคู่ไปกับการปฏิบัติการฝนหลวง
        พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ "โปรยเมล็ดพันธุ์พืชเพื่อสร้างความชุ่มชื้นและเพิ่มผืนป่าทั่วประเทศไทย สานต่อพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิรลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร" ณ เขื่อนลำตะคอง อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 13 ก.ค.2560 ที่ผ่านมา และกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานว่าเพื่อ
สานต่อพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิรลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เพื่อฟื้นฟูสภาพป่าที่เสื่อมโทรมให้มีสภาพสมบูรณ์และสร้างผืนป่าให้เกิดความชุ่มชื้นเพื่อเป็นการเพิ่มป่าต้นน้ำ และเพื่อเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ป่าอีกด้วย ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการเป็นประจำทุกปีตามโครงการพระราชดำริฝนหลวง จึงร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการฟื้นฟูสภาพป่าเสื่อมโทรมให้กลับสู่สภาพเดิม รวมทั้งการอนุรักษ์ป่าไม้ไม่ให้ถูกทำลายเพิ่มขึ้น โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีภารกิจหลักในการเติมน้ำในเขื่อนทั่วประเทศและในพื้นที่ที่มีความแห้งแล้ง เพื่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์
            รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนของพื้นที่แหล่งต้นน้ำ โดยเฉพาะเขื่อนลำตะคอง ขณะนี้พบว่าน้ำในเขื่อนมีอยู่เพียง 25% ของ
ความจุของเขื่อน ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ในขณะที่ตัวเขื่อนสามารถจุน้ำได้ถึง 314 ล้านลูกบาศ์กเมตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้สั่งการให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร และกรมชลประทานบูรณาการทำงานร่วมกัน โดยปรับแผนการบินปฏิบัติการฝนหลวงให้สอดคล้องกับความต้องการน้ำในพื้นที่การเกษตรและ
เพิ่มปริมาณน้ำให้กับอ่างเก็บน้ำสำคัญๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะเขื่อนลำตะคอง ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.-9 ก.ค.60 โดยระดมสรรพกำลังจากหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดนครราชสีมากับหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดลพบุรี ทำให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนลำตะคองจำนวน 26.99 ล้านลูกบาศ์กเมตร และดำเนินการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือน ก.ค.ไปจนถึงเดือน ต.ค.60
ซึ่งคาดว่าเป็นห้วงเวลาที่จะทำฝนหลวงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในขณะเดียวกันเราก็ถือโอกาสโปรยเมล็ดพันธุ์พืชในพื้นที่ที่เป็นป่า ซึ่งคนไม่สามารถเข้าไปถึงได้ เนื่องจากเป็นพื้นที่ป่าในเขตอุทยาน หรือเป็นพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก ดังนั้น การโปรยเมล็ดพันธุ์พืชในพื้นที่ดังกล่าวนี้ จะเป็นการสร้างความอุดมสมบูรณ์และสร้างความชุ่มชื้นให้กับผืนป่าแห่งนี้ด้วย ซึ่งการดำเนินการในครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 2 โดยในปีที่แล้วเราดำเนินการนำร่องโปรยเมล็ดพันธุ์พืชในบริเวณเหนือเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์และป่าต้นน้ำในพื้นที่ภาคเหนือเป็นครั้งแรก พบว่าประสบความสำเร็จ มีการงอกของเมล็ดพันธุ์พืช และสามารถเจริญเติบโตถึงร้อยละ 50 โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก ซึ่งการปฏิบัติการฝนหลวงในครั้งนี้ก็จะเป็นการเพิ่มเติมความอุดมสมบูรณ์ให้กับพื้นที่ป่าในเขตอุทยานและป่าต้นน้ำ
              สำหรับการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนลำตะคองนั้น ต้องมีการระบายน้ำหรือกักเก็บน้ำในช่วงเวลาที่เหมาะสม ส่วนการกักเก็บน้ำในพื้นที่
ท้ายเขื่อนลำตะคองก็ได้สั่งการให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรและกรมชลประทานประสานกับกระทรวงมหาดไทยและกองทัพบกให้เพิ่ม
ศักยภาพในการกักเก็บน้ำ โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณท้ายเขื่อน เพื่อลดการพึ่งพาจากน้ำในเขื่อน และต้องสร้างความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนที่จะใช้น้ำในบริเวณนั้นด้วย
"เป็นที่ทราบกันดีว่า อันเนื่องมาจากโครงการฝนหลวง ซึ่งเป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานโครงการนี้ให้กับคนทั้งประเทศ กรมฝนหลวงและการบินเกษตรก็ปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำในเขื่อนและในพื้นที่การเกษตรมาตลอด แต่ในขณะเดียวกันก็ได้ปฏิบัติการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับผืนป่า ดังนั้น กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจึงได้ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กองทัพบก หน่วยงานภาคเอกชนและประชาชนมาร่วมกันปั้นดินเพื่อห่อหุ้มเมล็ดพันธุ์พืช ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ได้ประโยชน์อย่างยิ่งและผมก็ได้สั่งการให้ปฏิบัติการฝนหลวงและโปรยเมล็ดพันธุ์พืชในพื้นที่ทั่วประเทศด้วย" พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว
           ด้านนายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า การดำเนินการโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชเพื่อสร้างความชุ่มชื้นและเพิ่มผืนป่าทั่วประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมโปรยเมล็ดพันธุ์ โดยเมล็ดพันธุ์พืชต่างๆ ได้รับมอบมาจากกรมป่าไม้ รวม 14 ชนิด ได้แก่ มะค่าโมง มะค่าแต้ สีเสียดแก่น แดง สาธร พฤกษ์ ไผ่รวก กัลปพฤกษ์ กาฬฟฤกษ์ ประดู่ผล พะยูง คูน ขี้เหล็กบ้าน และนนทรีป่า ดำเนินการในพื้นที่เป้าหมายเริ่มตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค.-30 ก.ย.60 ประกอบด้วยพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ภาคกลาง ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาค้อ อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว และภาคใต้ตอนบน ในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน หลังจากนั้นก็จะมีการเก็บรวบรวมข้อมูลผลการปฏิบัติการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชในแต่ละวัน แล้วจัดทำระบบฐานข้อมูล เพื่อวางแผนดำเนินการในช่วงระยะเวลาต่อไป
ส่วนกิจกรรมที่ 2 คือ กิจกรรมปลูกป่า ณ บริเวณป่าชุมชนตำบลคลองไผ่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา พื้นที่ตำบลหนองกลับ ทุ่งทอง หนองบัว อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์ และพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ซึ่งเป็นการปลูกป่าในพื้นที่ลุ่มน้ำ

วันอังคารที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2560

หยุดทำร้ายฉัน

การ์ตูนใน นสพ.พิมพ์ไทย ฉบับวันที่ 11 เม.ย. 60

ไก่สามอย่าง

           นั่งคิด นอนคิด เดินนึกอยู่นานว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี พอดีมาเดินตลาดสดย่านดอนเมือง กรุงเทพฯ ได้ยินเสียงคนที่มาจ่ายตลาดคุยกันถึงเรื่องกุ้งแห้งพอจับใจความได้ว่ากุ้งแห้งตอนนี้ราคาแพงมากไม่เหมือนสมัยก่อนช่วงประมาณ 5-10 ปี ที่ผ่านมาเวลาจะซื้อกุ้งแห้งมาประกอบอาหารไม่ต้องคิดมากเพราะราคาถูก
 แต่ปัจจุบันนี้ราคาแพงจริงๆ !
ผมได้ยินก็คิดตามนะก็คงจริงอย่างที่คนมาจับจ่ายตลาดเขาคุยกัน เพราะเดี๋ยวนี้เวลาไปนั่งกินข้าวต้มริมทาง เวลาสั่งกลับมากินกับข้าวต้มก็ต้องคิดแล้วคิดอีก โดยเฉพาะยำกุ้งแห้งถูกอัพราคาขึ้น แถมปริมาณกุ้งแห้งในจานก็ไม่หนาตาเหมือนสมัยก่อน เนื่องจากถูกขิงและเครื่องปรุงต่างแย่งชิงพื้นที่ด้านหน้าจานกัน ส่วนเจ้ากุ้งแห้งซึ่งมีไม่กี่ตัวก็กลายเป็นนางอายซ่อนตัวใต้เครื่องปรุงซะอย่างนั้นฮ่า ฮ่า ฮ่า อาจเป็นเพราะกุ้งแห้งราคาแพงขึ้น การกินยำกุ้งแห้งในยุคนี้
ก็เลยไม่เต็มปากเต็มคำเหมือนในอดีต !!
พอได้ยินเรื่องราวของกุ้งแห้ง ผมก็เลยคิดถึงสมัยที่เรียนอยู่ชั้นป.ว.ช. (ประกาศนียบัตรวิชาชีพ) ที่โรงเรียนศิลปะย่านฝั่งธนบุรี จำได้ว่าผมกับเพื่อนประมาณ 3-4 คน นั่งรถโดยสารบขส.ไปเที่ยวที่จ.ชลบุรีกันแถมเงินในกระเป๋าก็มีติดตัวกันนิดๆหน่อยๆ ช่วงที่หิ้วท้องไปกินมื้อเย็นที่สวนอาหารแห่งหนึ่ง ก่อนจะอำลาเมืองชลกัน ผมจำได้แม่นมิรู้ลืมวันนั้นเราเปิดเมนูสั่งอาหาร ไปเจออยู่เมนูหนึ่ง "ไก่สามอย่าง" แค่เห็นชื่อก็กลืนน้ำลายกันแล้ว แถมราคาถูกกว่าเมนูอื่นๆอีกต่างหาก พวกเราไม่รอช้าสั่งทันที 1 จานพร้อมข้าว 1 โถ แค่นี้ก็คงจะพอให้พวกเราคลายหิวกัน
ก่อนกลับกรุงเทพฯ ครับ !
ขณะที่พวกเรานั่งคุยกันเพลินๆก็ได้ยินเสียงคนเสริฟอาหาร "มาแล้วครับไก่สามอย่าง" พร้อมกับวางโถข้าวพร้อมจานอาหารลงบนโต๊ะอาหาร พอเห็นหน้าตา "ไก่สามอย่าง" แทบหงายท้องตกเก้าอี้ เพราะมันไม่มีไก่เลยสักชิ้น มีแต่กุ้งแห้ง ถั่วลิสง มะนาว ขิง หอมแดง และพริกขี้หนูซอยชิ้นเล็กๆ จัดเรียงอยู่ในจานเล็กๆ  แล้วจะกินกันยังไง มื้อนี้พวกเราก็เลยกินกันไปขำกันไป เพราะมีงบประมาณอยู่แค่นี้จะสั่งอย่างอื่นเพิ่ม
ก็เดียวไม่มีค่ารถกลับกรุงเทพฯ !!
แต่ที่แน่ๆพี่คนเสริฟอาหารเขาคงคิดว่าพวกเราบ้าแน่ๆ สั่ง "ไก่สามอย่าง" มากินกับข้าว ปกติเข้าสั่งมาแกล้มเหล้ากัน โชคดีที่สมัยนั้นกุ้งแห้งไม่แพงเลยได้เยอะหน่อย....!!!
                               นวย เมืองธน
**********************************************