วันพุธที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ชวนคนไทยท่องเที่ยวปีใหม่ 59 มอบของขวัญใส่ใจสิ่งแวดล้อม

         ชวนประชาชนคนไทยทุกคนร่วมต้อนรับเทศกาลวันขึ้นปีใหม่2559 ท่องเที่ยวทั่วไทยควบคู่การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คืนความสุขให้แก่กันมอบของขวัญจากผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 

  น.ส.ภาวิณี ปุณณกันต์ อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม  กล่าวว่า ในวาระวันขึ้นปีใหม่ไทยประจำปีพุทธศักราช 2559 กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อยากขอเชิญชวนประชาชนคนไทยทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ในช่วงเทศกาลการส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ เพื่อลดการก่อขยะและปลูกฝังให้เห็นความสำคัญของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้คุณค่า โดยในช่วงเทศกาลปีใหม่ของทุกปี ประชาชนมักจะเลือกซื้อของขวัญเพื่อนำไปมอบให้กับญาติผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ หรือเป็นของฝากให้กับครอบครัว "ของขวัญ" จึงถือเป็นสิ่งของแทนใจอย่างหนึ่ง ที่ควรเลือกสรรและคำนึงถึงประโยชน์ ก่อนการเลือกซื้อ เพื่อผู้รับจะได้ระลึกถึงและสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งของที่ได้ได้อย่างเต็มที่
   อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กล่าวอีกว่า นอกจากสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่มีวางขายอยู่ทั่วไปแล้ว ยังมีสินค้าที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งสามารถสังเกตได้จาก ฉลากประหยัดพลังงาน, ฉลากทางด้านสิ่งแวดล้อม และผลิตภัณฑ์ ที่มีสัญลักษณ์รูปตัว กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการพัฒนากระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Production) มาอย่างต่อเนื่อง โดยผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนั้น มีกระบวนการและเทคโนโลยีในการผลิตที่ใส่ใจกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม เริ่มต้นจากการคัดเลือกวัตถุดิบในการผลิต การเลือกใช้พลังงาน และเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อให้กระบวนการผลิตสินค้าหรือผลิตภัณฑ์นั้นๆ ใช้พลังงานจากน้ำและไฟฟ้าในการผลิตอย่างคุ้มค่ามากที่สุด จนกระทั่งเสร็จสมบูรณ์เป็นสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ รอการบรรจุลงในหีบห่อและบรรจุภัณฑ์สำหรับเตรียมการขนส่งและจัดจำหน่ายให้กับตลาดผู้บริโภค รวมถึงการจัดการซากผลิตภัณฑ์นั้นๆ อย่างถูกวิธี "การเลือกซื้อสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อมอบเป็นของขวัญ จึงถือเป็นการช่วยโลกในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอีกหนทางหนึ่งที่ทุกคนสามารถทำได้"
    น.ส.ภาวิณี  กล่าวต่อว่า อยากขอเชิญชวนและรณรงค์ ให้หน่วยงาน องค์กรต่างๆ หรือ ภายในครอบครัวจัดงานเลี้ยงในรูปแบบ "ปาร์ตี้ สีเขียว" ที่ใช้นำแนวคิด  ในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมมาสอดแทรกร่วมอยู่ในความรื่นเริง และความสนุกสนานในช่วงเทศกาลปีใหม่ อีกทั้งขอเชิญชวนให้ประชาชนท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลปีใหม่ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยร่วมกันรักษาความสะอาดในสถานที่ที่เดินทางไปท่องเที่ยวทิ้งขยะให้ถูกที่ถูกทาง เพื่อสร้างวินัยในการรักษาความสะอาดและปฏิบัติตามกฎของสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อเป็นการสร้างจิตสำนึกที่ดีร่วมกันในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเก็บธรรมชาติที่สวยงามไว้ให้กับนักท่องเที่ยวอื่นๆ ได้ชื่นชมร่วมกันต่อไป
*************************************************

วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ทหารจับบ่อนพนันมุกดาหาร สุมหัวนับร้อยกลางสวนยาง

          ทหารนำกำลังลุยจับบ่อนพนันกลางสวนยาง และป่าอ้อยนิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร พบคนเล่นพนันกว่าร้อยคน หนีกระเจิงรวบได้แค่หลักสิบพร้อมของกลาง นำตัวส่งดำเนินคดี ขณะที่เจ้าหน้าที่พื้นที่ไม่รู้ว่ามีบ่อนพนันในพื้นที่
        เมื่อเวลา 13.00 น. นที่  29 ธ.ค 58 พ.อ.ทักษพล ศิริรักษ์  ผู้บังคับการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดมุกดาหาร ได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านว่า มีการลักลอบเล่นการพนันประเภท กำถั่ว ไพ่  ไฮโล บริเวณกระท่อมข้างสวนยางพาราและป่าอ้อย  ท้ายหมู่บ้านคำกั้ง ต.นิคมคำสร้อย  อ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร จึงได้สั่งการให้ ร.อ.นภดล  ใจคง หัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษ กรมทหารราบที่ 3  ร.ท.ศิริวัฒน์ นาคกระโทก  รองหัวหน้าชุดปฎิบัติการพิเศษ กรมทหาร

ราบที่ 3  พร้อมนำกำลังทหารชุด ชป.ร.3 จากจังหวัดสกลนคร เข้ามาในพื้นที่จ.มุกดาหาร ตั้งแต่เวลา 03.00 น. ของวันเดียวกัน เพื่อสืบข่าวตามที่ทางชาวบ้านร้องเรียน จนกระทั่งช่วงบ่ายมีนักพนันทยอยเข้ามาเล่นการพนันเป็นจำนวนกว่า 100 คน เจ้าหน้าที่ทหารจึงได้แสดงตัวเพื่อเข้าทำการจับกุม เมื่อนักเล่นพนันเห็นเจ้าหน้าที่ทหารต่างวิ่งหลบหนีกันอย่างเร่งรีบ หลายคนวิ่งหนีเข้าป่า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ทหารสามารถจับกุมนักพนันได้จำนวน 20 คน พร้อมอุปกรณ์การเล่นพนัน ซึ่งการจับกุมครั้งนี้เป็นไปอย่างยากลำบากเพราะเซียนพนันต่างวิ่งหนีไปกันคนละทิศคนละทาง
              อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าเจ้าหน้าในพื้นที่ไม่ทราบว่ามีการเล่นการพนันในพื้นที่ตนเอง ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารนอกพื้นที่จังหวัดมุกดาหารเข้ามาดำเนินการจับกุม หลังจากนั้นได้นำของกลางเป็นอุปกรณ์การเล่นพนัน พร้อมนักพนันส่งพนักงานสอบสวน สภ.นิคมคำสร้อย จ.มุกดาหาร เพื่อดำเนินคดีตามกฏหมายต่อไป
*************************************

ป.ป.ส. เตือนปชช.เดินทางปีใหม่ ระวังถูกผู้ไม่หวังดีซุกยาเสพติด

          ป.ป.ส.รณรงค์ให้ประชาชนเดินทางปลอดภัย ไร้ยาเสพติด เตือนระวังถูกผู้ไม่หวังดีซุกยาเสพติด เน้นมาตรการสกัดกั้นยาเสพติดตามจุดตรวจจุดสกัดทั่วประเทศช่วงเทศกาลปีใหม่ 2559
       วันที่ 29 ธ.ค.58 นายณรงค์ รัตนานุกูล เลขาธิการ ป.ป.ส. เปิดเผยถึงมาตรการและแนวทางในการดำเนินการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2559 ที่จะถึงนี้ว่า สำนักงาน ป.ป.ส. ได้วางแนวทางการดำเนินมาตรการช่วงเทศกาลปีใหม่ 2559 โดยเน้นใน มาตรการสกัดกั้นยาเสพติดตามจุดตรวจจุดสกัดทั่วประเทศ เพื่อป้องกันกลุ่มนักค้าและกลุ่มนักลำเลียงยาเสพติด ที่มักอาศัยช่วงเวลาดังกล่าวในการลักลอบลำเลียงยาเสพติด เพราะคิดว่าด้วยสภาพปัญหาในการสัญจรโดยรถยนต์กลับภูมิลำเนาในช่วงเวลาดังกล่าว จะทำให้เจ้าหน้าที่ลดความเข้มงวดในการตรวจสอบยาเสพติดลง เพราะต้องจัดการกับปัญหาการจราจรติดขัดเป็นหลัก แต่เรายืนยันว่าจะคงมาตรการเฝ้าระวังและสกัดกั้นอย่างเข้มงวด และจะใช้มาตรการทางด้านการข่าวเชิงลึก เพื่อสืบทราบเป้าหมายกลุ่มนักค้ายาเสพติดที่ฉวยโอกาสนี้ในการลักลอบลำเลียงยาเสพติด และเข้าทำการสกัดกั้นจับกุมให้ได้โดยเร็ว
   ทั้งนี้ ในส่วนของมาตรการเฝ้าระวังยาเสพติด สำนักงาน ป.ป.ส. จะร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ทหาร ตำรวจ ปกครอง กรมการขนส่งทางบก และหน่วยงานต่างๆ ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อสอดส่องดูแลและเฝ้าระวัง เช่น การตรวจปัสสาวะกลุ่มผู้ขับรถโดยสารสาธารณะ ถ้าหากมีการตรวจพบสารเสพติดในปัสสาวะของผู้ขับรถโดยสารสาธารณะ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการต่อบุคคลดังกล่าวทันที ทั้งนี้เพื่อช่วยลดปัญหาการเกิดอุบัติเหตุในการเดินทางช่วงเวลาดังกล่าวอีกด้วย
    เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวอีกว่า สำนักงาน ป.ป.ส.ได้รณรงค์ให้ประชาชน "เดินทางปลอดภัย ไร้ยาเสพติด" โดยปี 2559 ได้ผลิตสื่อต่างๆ เช่น พัด ยาดม ป้ายประชาสัมพันธ์ สติ๊กเกอร์ติดรถยนต์ ฯลฯ เพื่อเผยแพร่ให้กับประชาชนได้ตระหนักและระวังภัยที่แฝงมากับขบวนการค้ายาเสพติด จึงฝากถึงประชาชนที่ต้องเดินทางในช่วงเทศกาลปีใหม่ว่า สำหรับผู้ที่ต้องเดินทางเพื่อกลับภูมิลำเนาโดยรถโดยสารสาธารณะ โปรดระวังกระเป๋า/สัมภาระที่ต้องติดตัวไปมิให้คลาดสายตา เพราะอาจมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีและนักค้ายาเสพติดทำการซุกซ่อนยาเสพติดในกระเป๋าของท่านเพื่อหลบเลี่ยงจากเจ้าหน้าที่ และระวังการรับฝากของจากคนแปลกหน้าเนื่องจากเราไม่สามารถรู้ได้ว่าในกระเป๋าดังกล่าวมียาเสพติดซุกซ่อนไว้หรือไม่ ถ้าถูกเจ้าหน้าที่ขอตรวจสอบแล้วพบว่าภายในเป็นยาเสพติด อาจทำให้ท่านตกเป็นผู้ต้องหาโดยมิได้ตั้งใจ และขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกท่านร่วมเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นพิรุธ หรือพฤติกรรมที่คาดว่าจะเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้แจ้งรายละเอียด เบาะแส และสถานที่ดังกล่าว มายังสายด่วน ป.ป.ส. หมายเลขโทรศัพท์ 1386 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
********************************************

วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2558

จ่อร้องบิ๊กตู่นายทุนรุกที่ป่าชายเลนชุมพร

         ชาวบ้านชุมพรร้องกระทรวงยุติธรรม ตรวจนายทุนรุกที่ป่าชายเลน หลังนายทุนฟ้องศาลขับไล่ชาวบ้าน ชี้ที่กรมอุทยานฯทุกคนต่างไม่มีเอกสารสิทธิ แต่นายทุนมีเอกสารสิทธิครอบครองที่ดินป่าชายเลน จ่อร้องนายกรัฐมนตรีหากไม่ได้รับความเป็นธรรม
         นายจรัส  กำเนิดโทน หัวหน้าประธานกลุ่มอ่าวทุ่งคา อายุ 63 ปี อยู่บ้านเลขที่ 95/2 หมู่ 4  ต.ทุ่งคา อ.เมือง จ.ชุมพร พร้อมนายวิษณุ เซียงเจ็น อายุ 37 ปี อยู่บ้านเลขที่ 95/3 หมู่ 4 บ้านบางใหญ่ ต.ทุ่งคา อ.เมือง จ.ชุมพร พร้อมชาวบ้านทุ่งคา หมู่ 4  พร้อมชาวบ้านอีก 5 คนเข้าร้องทุกข์ต่อ พล.อ.อภิชัย หงษ์ทอง เลขานุการ รมว.ยุติธรรม ก่อนให้นายวีรวัฒน์ บุตรจันทร์ เจ้าหน้าที่สำนักงานรัฐมนตรีรับเรื่องไว้ก่อน ณ กระทรวงยุติธรรม เมื่อเร็วๆนี้
      นายวิษณุ เซียงเจ็น หนึ่งในชาวบ้านที่มาร้องเรียนกับกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า พื้นที่บริเวณนี้เป็นหมู่บ้านชาวประมง มีชาวบ้านอาศัยอยู่รวมกันจำนวน 171 หลังคาเรือน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำประมงพื้นบ้าน เลี้ยงหอยแมลงภู่ จับปูดำ ปูม้าขาย และอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้มานานตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าชายเลนอยู่ในความรับผิดชอบดูแลของหน่วยอุทยานหมู่เกาะชุมพร ชาวบ้านที่อยู่ในปัจจุบันทุกคนต่างไม่มีเอกสารสิทธิใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น ส.ค.1 น.ส.3 หรือโฉนด
     ทั้งนี้ ต่อมาเมื่อปี 2555 มีนายทุนรายหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของร้านอาหารทะเลชื่อดัง เข้ามาซื้อที่ดิน น.ส.3 เนื้อที่ 17 ไร่ 3 งาน 5 ตาราวา หากสังเกตด้วยตาเปล่าเป็นผืนป่าโกงกางและป่าแสมชัดเจน ด้านหน้าอยู่ติดกับคลองทุ่งคาซึ่งเป็นป่าชายเลน จากนั้นปี 2556 นายทุนคนดังกล่าวได้ไปฟ้องศาลเพื่อขับไล่ชาวบ้านอ้างว่ารุกล้ำที่ดินแปลงดังกล่าว จนกระทั่งวันที่ 2 ธ.ค.2557 ศาลตัดสินให้ชาวบ้านแพ้คดี และต้องรื้อบ้านที่รุกล้ำในที่ดินของนายทุนออกไป โดยเมื่อวันที่ 20 พ.ย.58 นายทุนเจ้าของที่ พร้อมเจ้าหน้าที่ได้เข้าไปรื้อทุบทำลายบ้านเรือนชาวบ้านทิ้ง ต่อมาวันที่ 23 พ.ย. 58 กลุ่มชาวบ้านที่ได้เดือดร้อนประมาณ 60 คน เข้าร้องเรียนต่อศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดชุมพร และได้รับคำตอบจากเจ้าหน้าที่ว่าให้ไปร้องต่อ ป.ป.ช.
     นายวิษณุ กล่าวด้วยว่า  พวกตนไม่ต้องการกรรมสิทธิ์ในที่ดินเพราะรู้อยู่แล้วว่าที่ดินดังกล่าวอยู่ในป่าชายเลน ถึงแม้ว่าอาศัยอยู่มานานกว่า 20 ปี ก็ไม่สามารถออกเอกสารสิทธิได้ จึงอยากจะขอความเป็นธรรมด้วยว่าเหตุใดนายทุนจึงมีเอกสารสิทธิครอบครองที่ดินในป่า ชายเลนได้ และฟ้องขับไล่ชาวบ้าน นายทุนใช้รถแบ็กโฮเข้าไปขุดรื้อถอนไม้โกงกาง และไม้แสมออกจากพื้นที่ และเจ้าหน้าที่รัฐเพิกเฉย ซึ่งหากยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ชาวบ้านจะรวมตัวกันไปร้องเรียนต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ต่อไป
     ด้านนายวีรวัฒน์ บุตรจันทร์ เจ้าหน้าที่สำนักงานรัฐมนตรี ที่รับเรื่องจากชาวบ้าน กล่าวว่าเบื้องต้นรับเรื่องไว้ก่อน หลังจากนี้จะนำเสนอผู้บังคับบัญาต่อพร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบต่อไป
*******************************************************

วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ดีเอสไอออกหมายจับแชร์ทองแดง ตุ๋นเปื่อยอ้างรับซื้อทองแดงทีโอที

          "บิ๊กดีเอสไอ"ชี้ให้ความสำคัญคดีแชร์ลูกโซ่ เพราะเป็นนโยบายของ "รมว.ยุติธรรม" ในการปราบปรามอาชญากรรมพิเศษที่มีผลกระทบต่อประชาชน ล่าสุดออกหมายจับตัวการแชร์ทองแดงตุ๋นเปื่อยประชาชนอ้างเปิดรับซื้อทองแดงจากบริษัท ทีโอที ชูผลตอบแทน 100 % ทุก 3 เดือน 
       เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 58 พ.ต.ต. สุริยา สิงหกมล ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ 1 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีประชาชนจำนวนมากถูกหลอกลวงให้ร่วมลงทุนในธุรกิจแชร์ลูกโซ่ ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่สินค้าอุปโภค บริโภค บริการ ทองคำ ตลอดจนการชักชวนให้ร่วมลงทุนกับกองทุนต่าง ๆ ซึ่งสำนักคดีอาญาพิเศษ 1 ได้ดำเนินการตรวจสอบและปราบปรามมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ได้มีกลุ่มผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์ให้ดำเนินคดี โดยกล่าวหาน.ส.ดารา ภาษี ชาวอ.ภูหลวง จ.เลย กับพวกรวม 7 คน ว่าร่วมกันหลอกลวงนายกงจักร เกษทองมา กับพวก รวม 44 คน ว่า มีบริษัทของญาตินางสาวดารา ภาษี เปิดรับซื้อทองแดงจากบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) แล้วนำมาหลอมใหม่เพื่อส่งขายไปต่างประเทศ โดยชักชวนผู้เสียหายให้ร่วมลงทุนในธุรกิจดังกล่าวและได้เสนอผลตอบแทนให้ผู้เสียหายจำนวนร้อยเปอร์เซ็นต์ของเงินลงทุน และจะจ่ายผลตอบแทนในทุก 3 เดือน เท่ากับว่าได้ผลตอบแทนคิดเป็น 400 % ต่อปี เมื่อเทียบกับเงินลงทุน ซึ่งอัตราผลตอบแทนดังกล่าว สูงกว่าอัตราสูงสุดที่สถาบันการเงินกำหนดอย่างแน่นอน จนเป็นเหตุให้กลุ่มผู้เสียหายหลงเชื่อและนำเงินเข้าร่วมลงทุนกับนางสาวดารา ฯ มีความเสียหายกว่า 30 ล้านบาท
     ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ 1 กล่าวอีกว่า ในการชักชวนกลุ่มผู้เสียหายให้ร่วมลงทุนโดยเสนอผลตอบแทนในอัตราที่สูงมากดังกล่าว และไม่ปรากฎว่ามีการประกอบธุรกิจดังกล่าวอยู่จริง เข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 ,มาตรา 5 และฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 มาตรา 343 ประกอบมาตรา 83 โดยเหตุเกิดที่ต.ห้วยสีเสียด อ.ภูหลวง จ.เลย และพื้นที่ใกล้เคียง เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2554 – วันที่ 1 เมษายน 2555 ต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน กรมสอบสวนคดีพิเศษโดยสำนักคดีอาญาพิเศษ 1 จึงรับคดีดังกล่าวไว้ทำการสอบสวนเพื่อพิสูจน์ความผิดแล้ว ตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2557 และได้ทำการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน โดยมีผู้เสียหายจำนวน 44 คน และรวบรวมหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง ทางคดีมีหลักฐานเพียงพอแจ้งข้อหาผู้ต้องหาจำนวน 6 รายในฐานความผิดดังกล่าว และศาลได้ออกหมายจับผู้ต้องหาจำนวน 2 รายคือ นส.ดารา ภาษี และ นส.จำปา ภาษี ซึ่งมีภูมิลำเนาอยู่ที่ อ.ภูหลวง จ.เลย ในฐานความผิดเดียวกัน
     ด้านพ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวว่า ได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินคดีเกี่ยวกับแชร์ลูกโซ่อย่างมากเนื่องจากเป็นอาชญากรรมที่มีผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน ทำให้ต้องเป็นหนี้สิน และเกิดปัญหาทางสังคมอื่นๆตามมา  รวมทั้งเป็นนโยบายของพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในการปราบปรามอาชญากรรมพิเศษที่มีผลกระทบต่อประชาชน จึงได้มอบนโยบายให้สำนักคดีอาญาพิเศษ 1 เร่งดำเนินการปราบปรามธุรกิจแชร์ลูกโซ่ ตามนโยบายด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมพิเศษของกระทรวงยุติธรรม เพื่อติดตามทรัพย์สิน คืนให้กับผู้เสียหาย และดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามกฎหมายต่อไป
   อย่างไรก็ตาม หากมีเบาะแส ของผู้ต้องหาที่มีหมายจับในคดีดังกล่าวสามารถแจ้งข้อมูลได้ที่  กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โทร. Call Center 1202
*************************************************

วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ฝึกสมาธิเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เพื่อติวผู้ต้องขังที่จะพ้นโทษ

          ที่ปรึกษา รมว.ยุติธรรรม นำทีมฝึกอบรมสมาธิเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ให้เป็นครูฝึกผู้ต้องขัง เพื่อบำบัดผู้ต้องขังที่จะพ้นโทษและเตรียมตัวปล่อยตัว ให้กลับไปสู่โลกภายนอก เพื่อให้สังคมยอมรับ
พล.ท.ทิวะพร ชะนะพะเนาว์ ที่ปรึกษา รมว.ยุติธรรรม พร้อมด้วย พล.ท.สุรพันธ์ อินทรบัวศรี คณะทำงาน รมว.ยุติธรรม นายวิทยา สุริยะวงศ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ นายเรืองศักดิ์ สุวารี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ นายนิมิต ทัพวนานต์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ พาคณะเจ้าหน้าเรือนจำทั่วประเทศกว่า  200 คน เข้าพบพระธรรมมงคลญาณ (พระอาจารย์ หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโธ) เจ้าอาวาสวัดธรรมมงคล เถาบุญญนนท์วิหาร ผู้ก่อตั้งสถาบันพลังจิตตานุภาพ เพื่อฝึกอบรมเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์ให้ฝึกสมาธิเมื่อเร็วๆนี้ ณ  สถาบันพลังจิตตานุภาพ สำนักงานใหญ่ วัดธรรมมงคล สุขุมวิท 101 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพฯ
       พล.ท.ทิวะพร กล่าวว่า ตามนโยบาย พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ได้ให้นโยบายกรมราชทัณฑ์ไปปรับปรุงแก้ไข บำบัดผู้ต้องขังที่จะพ้นโทษและเตรียมตัวปล่อยตัว ให้กลับไปสู่โลกภายนอก เพื่อให้สังคมยอมรับผู้ต้องขังเหล่านั้นว่ากลับตัวเป็นคนดีของสังคมแล้ว ทางกรมราชทัณฑ์จึงร่วมมือกับสถาบันพลังจิตตานุภาพ ให้วิทยากรมาฝึกสมาธิหลักสูตรสัคคสาสมาธิกับผู้ต้องขังเหล่านั้น ซึ่งผลตอบรับเป็นไปในทิศทางที่ดี ผู้ต้องขังมีจิตใจที่อ่อนโยน และลดความก้าวร้าวมากขึ้น ในปี 59 ทางกรมราชทัณฑ์จึงคิดโครงการขึ้น "โครงการสัมนาพัฒนาบุคลากร เชิงปฏิบัติการด้านพัฒนาจิตใจ" พาเจ้าหน้าที่เรือนจำทั่วประเทศมาฝึกสมาธิในแนวทางที่ถูกต้อง เพื่อเจ้าหน้าที่เหล่านั้นจะได้เป็นตัวแทนวิทยากรจากสถาบันฯ ฝึกผู้ต้องขังแทนได้
              "ในปี 58 ที่ผ่านมากว่า 5 เดือน พระธรรมมงคลญาณ และพล.ท.สุรพันธ์ อินทรบัวศรี คณะทำงาน รมว.ยุติธรรม ให้วิทยาการจากสถาบันพลังจิตตานุภาพ ไปฝึกสมาธิขัดเกลา ผู้ต้องขังที่อยู่ในเรือนจำทั่วประเทศ ขณะนี้ฝึกอบรมไปแล้วกว่า 70 % จากเรือนจำทั่วประเทศ ในปีต่อไปกรมราชทัณฑ์ร่วมมือกับ กรมศาสนา สำนักพุทธศาสนา และพุทธสมาคม เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมฝึกอบรม ผู้ต้องขังที่ใกล้พ้นโทษ และเตรียมตะถูกตัวปล่อยตัวออกจากรือนจำต่อไป" พล.ท.ทิวะพร กล่าว
***************************************

ตะลึง ! ปี 58 เมาขับกว่า 4 หมื่นคดี คุมประพฤติรณรงค์เมาไม่ขับ

         กรมคุมประพฤติจับมือการทางพิเศษแห่งประเทศไทย กองบังคับการตำรวจจราจร และมูลนิธิเมาไม่ขับ รณรงค์" ดื่มแล้วขับ/ขับขี่โดยประมาท  ถูกจับคุมประพฤติ"ตะลึง ! ปี 58 เมาขับกว่า 4 หมื่นคดี กรมคุมประพฤติรณรงค์เมาไม่ขับ
  ที่ด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษดินแดง เมื่อเวลา 10.00 น. วันนี้ ( 25 ธ.ค.) กรมคุมประพฤติร่วมกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย กองบังคับ
การตำรวจจราจร และมูลนิธิเมาไม่ขับ ร่วมรณรงค์ลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ภายใต้ชื่อ "ดื่มแล้วขับ/ขับขี่โดยประมาท  ถูกจับคุมประพฤติ" อย่างเข้มข้นกับผู้ขับรถโดยตรง เพื่อกระตุ้นเตือนให้ผู้ใช้รถได้ตระหนักถึงความปลอดภัยในการขับขี่ยวดยานพาหนะ เป็นการช่วยลดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยพลเอก ไพบูลย์  คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ได้เห็นความสำคัญถึงปัญหาการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน จึงได้ให้การสนับสนุนการดำเนินการในการร่วม
ป้องกันลดอุบัติเหตุทางถนนทุกช่วงเทศกาลกับศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน   ได้มอบให้พ.ต.อ.ดร. ณรัชต์  เศวตนันทน์  อธิบดีกรมคุมประพฤติ  เป็นประธานในพิธีเปิดการรณรงค์ฯ และนายทัพพ์ฐพนธ์ ลั่นซ้าย  ผู้อำนวยการสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 2 เป็นผู้กล่าวรายงาน ซึ่งมีนาย
ชัย  แก้วเพ็ง ผู้อำนวยการกองจัดเก็บค่าผ่านทาง 1 เป็นผู้กล่าวต้อนรับ ณ ด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษดินแดง
              พ.ต.อ.ดร. ณรัชต์  เศวตนันทน์  อธิบดีกรมคุมประพฤติ  เปิดเผยว่า ปัจจุบันอุบัติเหตุทางถนนเป็นปัญหาสำคัญ  ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและประเทศชาติอย่างมาก โดยเฉพาะการดื่มสุราถือเป็นปัจจัยสำคัญให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนมากที่สุด  กรมคุมประพฤติมีบทบาทในการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดในคดีขับรถประมาท  ขับรถขณะเมาสุรา และขับรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาต ที่ศาลมีคำสั่งให้คุมความประพฤติ และกำหนดเงื่อนไขให้ทำงานบริการสังคม เพื่อให้บุคคลเหล่านี้ไม่หวนกลับไปกระทำผิดซ้ำอีก อันจะเป็นการลดอุบัติเหตุทางถนนได้อีกทางหนึ่ง ทั้งนี้ สถิติตั้งแต่ 1 มกราคม– 30 พฤศจิกายน 2558 มีจำนวนคดีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก จำนวน 49,125 คดี เป็นคดีขับรถขณะเมาสุรา จำนวน 42,831 คดี ขับรถประมาทจำนวน 5,996 คดี และคดีอื่นๆจำนวน 6,294 คดี  โดยส่วนใหญ่คดีเมาแล้วขับอยู่ในกลุ่มอายุมากกว่า 25 ปี ขึ้นไป
   อย่างไรก็ตาม ภายในงานได้มีการจัดรณรงค์ประชาสัมพันธ์แจกแผ่นพับ,พัด บริเวณจุดเก็บค่าผ่านทางพิเศษดินแดงให้กับผู้ใช้รถ นอกจากนี้สำนักงานคุมประพฤติทั่วประเทศยังจะได้มีการรณรงค์ร่วมกับหน่วยงานภาคีในพื้นที่ทั่วประเทศอีกด้วย
***********************************

คนไทยตื่นตัวสุขภาพ แห่ร่วมงานวันสังคมสุขใจ


          คนไทยตื่นตัวสุขภาพ แห่ร่วมงาน วันสังคมสุขใจ ครั้งที่ 2 นับหมื่นคน  ด้านภาครัฐย้ำสนับสนุน ตลาดสุขใจ เป็นศูนย์กระจายผลผลิตเกษตรอินทรีย์ 
 ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดงานมหกรรม วันสังคมสุขใจ ครั้งที่ 2 ที่จัดขึ้นที่สวนสามพราน จ. นครปฐม เมื่อเร็วๆนี้ว่า เกษตรอินทรีย์เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งรัฐบาลอยากเห็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน  ที่มีการพัฒนาทั้งโซ่อุปทาน ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ และมีการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน  ซึ่งโครงการสามพรานโมเดล ที่ทางมูลนิธิสังคมสุขใจ ได้ดำเนินการมาเป็นระยะเวลา 5 ปี ถือเป็น   ตัวอย่างของการเชื่อมโยงสังคมเกษตรอินทรีย์ที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง โดยจะเห็นได้จากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งรัฐท้องถิ่น มหาวิทยาลัย โรงเรียน และเอกชน บนพื้นฐานของธุรกิจที่เป็นธรรม fair trade   นำไปสู่การจัดงานวันสังคมสุขใจต่อเนื่องเป็นปีที่ 2
  "ถือได้ว่าโครงการสามพรานโมเดลนี้เดินมาถูกทาง  ซึ่งการคำนึงถึงการมีส่วนร่วม และความสำเร็จของทุกส่วน  ที่เรียกว่า win-win-win จะทำให้โครงการมีความยั่งยืน เพราะทุกภาคีที่มาร่วมไม่เพียงจะได้งานของตน แต่ยังได้มีส่วนร่วมขับเคลื่อนโครงการให้ก้าวหน้าในเวลาเดียวกัน ถือว่าเป็นต้นแบบของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก อีกทั้งยังเป็นตัวอย่างของการเชื่อมสังคมแบบใหม่อย่างยั่งยืนผ่านโซ่อุปทานอาหารอินทรีย์  อันจะช่วยแก้ปัญหาของประเทศในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ" ม.ล.ปนัดดา กล่าว
 

                ด้านนายชาติชาย อุทัยพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม กล่าวว่า  ได้รับทราบความก้าวหน้าของโครงการ สามพรานโมเดล มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทางจังหวัดพร้อมยินดีสนับสนุน การพัฒนาต่อยอด เพื่อขยายการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ออกไปในวงกว้างมากขึ้น สำหรับงานวันสังคมสุขใจที่จัดขึ้น  นับเป็นงานที่แสดงให้เห็นถึงพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วน และความตื่นตัวด้านสุขภาพของทุกคน
         ขณะที่นายอรุษ นวราช กรรมการผู้จัดการ สามพราน ริเวอร์ไซด์ และเลขานุการมูลนิธิสังคมสุขใจ  ในฐานะประธานจัดงานวันสังคมสุขใจ กล่าวว่า งานมหกรรม วันสังคมสุขใจ ครั้งที่ 2 ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทั้งมหาวิทยาลัย โรงเรียน เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ซึ่งมหกรรมวันสังคมสุขใจ ครั้งที่ 2 นี้  นับว่ามีความครบวงจร   ซึ่งเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ และเกษตรปลอดภัย ทั่วประเทศ เกือบ 100 แห่ง  ร่วมนำผลผลิตและผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ เกษตรปลอดสารสดจากไร่ ตัดใหม่จากสวน มาจำหน่ายให้ผู้บริโภค ได้ "ชม ช็อป ชิม แชร์" กันอย่างจุใจ ในราคาย่อมเยา  รวมถึงมีผลผลิตอินทรีย์ฝีมือหนูปลูกเอง ของนักเรียนอีก10 โรงเรียน มาร่วมจำหน่าย
            ทั้งนี้ ภายในงานนี้ยังเป็นโอกาสของผู้ผลิตที่จะได้พบลูกค้า รวมถึงได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ เทคนิคการทำเกษตรอินทรีย์สู่ความสำเร็จ ผ่านฐานปฏิบัติการคลินิกเกษตรอินทรีย์ และผ่านประสบการณ์ของเกษตรกร ในโครงการสามพรานโมเดล ซึ่งแต่ละคนมีความศรัทธา ความตั้งใจ และความรู้ มาร่วมแบ่งปันกันอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังมีมุมเวิร์คช็อป DIY สอนให้คนในเมือง และคนรุ่นใหม่ ปลูกพืชผักอย่างง่ายด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมดิน การเพาะเมล็ด  การเพาะต้นอ่อนให้แข็งแรง การทำปุ๋ยหมักสูตรต่างๆ การทำสมุนไพรไล่แมลง เป็นต้น                    
        นายอรุษ กล่าวอีกว่า ตลอด 3 วัน ของงานมีเจ้าของธุรกิจ ปราชญ์ชาวบ้าน และเกษตรกรตัวจริงที่ผ่านประสบการณ์และประสบความสำเร็จทำเรื่องเกษตรอินทรีย์ มาร่วมวงเสวนาแชร์ประสบการณ์ชีวิต เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ เช่น คุณวิฑูรย์ ปัญญากุล ผู้อำนวยการกลุ่มกรีนเน็ท คุณพฤฒิ เกิดชูชื่น กรรมการผู้จัดการบริษัท แดรี่โฮม จำกัด ผู้ผลิตนมวัวออแกนิกส์ รายเดียวในประเทศไทย คุณนคร ลิมปคุปตถาวร ฉายา เจ้าชายผัก เจ้าของศูนย์เรียนรู้เกษตรในเมือง และพ่อคำเดื่อง ภาษี ปราชญ์ชาวบ้าน จ.บุรีรัมย์
             ซึ่งงานสังคมสุขใจปีนี้ เราได้เห็นพลังจากหลายภาคส่วน มาร่วมขับเคลื่อน ซึ่งตลอด 5 ปี ของการดำเนินโครงการฯ เกษตรกรและเราได้เรียนรู้ประสบการณ์มากมาย ที่จะทำให้เราสามารถเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานอินทรีย์ให้ใกล้กันมากขึ้น ไม่ว่าเป็นแนวคิด Farm to Firm  และ Farm to Functions เพื่อการเชื่อมตรงระหว่างเกษตรกร กลุ่มผู้ผลิตข้าวกับธุรกิจโรงแรมและธุรกิจ MICE (Meeting Incentive Travel Convention Exhibitions) และเพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ สำหรับเกษตรกรในอนาคตซึ่งจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ ด้วยการสนับสนุนของหลายภาคส่วน ทั้งจังหวัดนครปฐม กรมการค้าภายใน เครือข่ายเกษตรกร ฯลฯ เราจะมีการขยายต่อยอดตลาดสุขใจ ที่ปกติเกษตรกรนำผลผลิตอินทรีย์มาจำหน่ายเองทุกเสาร์ อาทิตย์ ให้เป็นศูนย์กลางกระจายผลผลิตอินทรีย์เปิดจำหน่ายทุกวัน และสามารถดูข้อมูลผลผลิตทางออนไลน์ได้ด้วย

   "สำหรับการจัดงานครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง มีผู้บริโภคทั้งคนกรุง คนนครปฐม และจังหวัดใกล้เคียง ให้ความสนใจเข้าร่วมงานนับหมื่นคน เป็นสัญณาณบ่งชี้ว่า คนไทยตื่นตัวเรื่องสุขภาพมากขึ้นๆ ผมภูมิใจและดีใจ ที่ได้เห็นโครงการสามพรานโมเดล และงานวันสังคมสุขใจ เป็นประโยชน์กับทุกภาคส่วน ซึ่งเราจะยังคงมุ่งมั่น สานการเชื่อมโยงผู้ผลิตและผู้บริโภคต่างๆ ในรูปแบบต่างๆ เพื่อพัฒนาโซ่อุปทานอินทรีย์ สู่ความยั่งยืนต่อไป"  นายอรุษ กล่าว
            อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ต้องการเชื่อมโยง ศึกษาดูงาน ด้านการพัฒนาเกษตรอินทรีย์อย่างมีส่วนร่วม หรือทำกิจกรรมร่วมกับโครงการสามพรานโมเดล สามารถสอบถามรายละเอียดต่างๆ ได้ที่ คุณสุทิศ จิราวุฒิพงศ์ 081-668-2165 คุณชฤทธิพร เม้งเกร็ด 081-854-0880 หรือคลิ๊กดูข้อมูลได้ที่ www.sampranmodel.com หรือ Facebook/Sampranmodel
 ******************************************