วันอังคารที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ปลายปีเก่า

กวีบ้านๆจาก "Mr.Talon" ......."เสียงฝีเท้าผู้คน ในวันใกล้ปลายปีเก่า การจับจ่ายเงินทองมีค่า ทุกชีวิตล้วนมีความหวัง" หมายเหตุคอรัปเตอร์ นสพ.พิมพ์ไทยฉบับวันที่ 2ึ7 ธ.ค. 59)



กระทงพ่นพิษ

                นคืนวันลอยกระทงของทุกปี นอกจากจะเป็นวันที่ผู้คนมาลอยกระทงเพื่อขอขมาพระแม่คงคาแล้ว ยังถือเป็นประเพณีหนึ่งที่มนุษย์ให้ความสำคัญ เพราะจะมีการนำกระทงที่ทำจากขนมปังมาลอยในแม่น้ำ ลำคลองต่างๆ เพื่อให้เป็นอาหาร เป็นการทำบุญอีกทางหนึ่งด้วย แถมการลอยกระทงขนมปังยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมของแม่น้ำ ลำคลอง...
         ให้คงอยู่อย่างยั่งยืนตลอดไปด้วย... 
         ซึ่งวันลอยกระทงวันนี้ก็เช่นกัน ผู้คนบนฝั่งริมแม่น้ำ ลำคลอง ดูแล้วคึกคักไม่แพ้ปีที่ผ่านมา แม้จะไม่มีการเล่นจุดพลุ ดอกไม้ไฟ เพื่อให้เกิดเสียงดัง จนปลาต่างๆ ตกใจช็อคตายขึ้นอืดลอยประจานด้วยน้ำมือมนุษย์หลายร้อยตัวก็ตามที แต่นับว่าวันนี้ดูคึกคักไม่แพ้กัน เพราะกระทงขนมปังหลากสีสัน ทำให้บรรดาปลาเล็ก ปลาใหญ่ ในแม่น้ำ ลำคลองต่างๆ คึกคักซู่ซ่า...
        ที่ได้กินกระทงขนมปังสวยงามกัน...
        ขณะที่ฝูงปลากำลังเพลิดเพลินกับการกินกระทงขนมปังกันอยู่นั้น "ปลาสวายอ้วน" ก็ร้องครวญครางอยู่ใกล้ๆ กับท่าน้ำวัดริมแม่น้ำ "โอ๊ยช่วยเราที ปวดท้องเหลือเกิน" เสียงร้องดังกล่าวดังจนปลาท่าน้ำวัดแตกตื่นด้วยความตกใจ ขณะที่ "ปลาตะเพียนหนุ่ม" ได้ว่ายเข้ามาดูพร้อมกับถามว่า...
        "ท่านร้องครวญครางเป็นอะไรหรือ" 
        "ปลายสวายอ้วน" จึงตอบว่า "เราปวดท้องเหลือเกิน สงสัยกินขนมปังกระทงมากเกินไป" ส่วน "ลุงปลาช่อน" ที่ว่ายหากินอยู่แถวนั้น จึงได้พูดขึ้นว่า "โชคดีของเราที่กินขนมปังไม่เป็น ไม่เช่นนั้นคงแย่เหมือนกัน" พร้อมกับบอกว่า "ตอนนี้ที่โรงพยาบาลปลามีปลาป่วยเข้าไปรักษาอาการปวดท้องจากอาหารเป็นพิษจำนวนมาก ซึ่งหมอสงสัยว่าสาเหตุน่าจะมาจากกระทงขนมปังหมดอายุและขึ้นรา"...
        "เมื่อปลากินเข้าไป จึงทำให้เกิดอาการปวดท้องขึ้น" 
        "ปลาตะเพียนหนุ่ม" จึงพูดว่าถ้าอย่างนั้นคงต้องพา "ปลาสวายอ้วน" ไปรักษาที่โรงพยาบาลปลากันดีกว่า "ลุงปลาช่อน" จึงบอกว่า "เรารีบไปกันเถอะ เดี๋ยวจะไม่ทันการ" ระหว่างทาง "ปลาตะเพียนหนุ่ม" จึงพูดตัดพ้อขึ้นว่า "มนุษย์เนี่ยแย่จริงๆ ทำกระทงมาให้ปลากินทั้งที ดันนำขนมปังเสียๆ มาให้ปลากิน แล้วอย่างนี้จะเรียกว่า "ทำบุญ" หรือ "ทำบาป"....
                                      พุ ศิลป์ปิ่น

วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ใกล้ปลายปี

  1. “เสียงฝีเท้าผู้คน
    ในวันใกล้ปลายปีเก่า
    การจับจ่ายเงินทองมีค่า
    ทุกชีวิตล้วนมีความหวัง“
  2. Mr.Talon


วันพุธที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2559

กวีบ้านๆ...ยามเช้า

"ผีเสื้อบินหยอกล้อ
เล่นกันสนุกในยามเช้า
ใบไม้แห้งยังคงร่วงหล่น
สายลมพัดแผ่วเบาย้ำเตือนใจ"
Mr.Talon

วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559

เช้าวันใหม่

กวีบ้านๆจาก "Mr.Talon" ......."อาทิตย์สาดส่อง สายลมพัดเย็นจับใจ เสียงไก่ขับขานวันใหม่ ผู้คนขยับกายออกหากิน" หมายเหตุคอรัปเตอร์ นสพ.พิมพ์ไทยฉบับวันที่ 20 ธ.ค. 59)

ตาเป็นผัวยาย



             ายในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ บริเวณแผนกรักษาตา มีคนไข้ผู้หญิง ผู้ชาย ทั้งผู้ใหญ่และเด็กมาตรวจรักษาอาการป่วยทางตาเป็นจำนวนมาก โดยมีอาการเจ็บป่วยทางตาด้วยสาเหตุต่างๆ เป็นจำนวนมากโดยคุณหมอทยอยเรียกคนไข้ทีละคน เพื่อเข้าไปตรวจดูอาการทีละคน ซึ่งผู้ป่วยบางคนก็เป็นคนเก่า บางคนก็เป็นผู้ป่วยใหม่ และ "คุณตาบุญหลง" วัย 70 ปี ก็เป็นหนึ่งในคนไข้ใหม่...
             ที่มารักษาอาการเจ็บป่วยทางตา... 
            ซึ่งคุณตายังคงแข็งแรงชนิดเตะปี๊บยังดังอยู่ สามารถเดินเหินไปไหนมาไหนเหมือนคนหนุ่มๆ ไม่มีผิด และวันนี้คุณตาก็มีคุณยายอร ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากของคุณตาเดินทางมาเป็นเพื่อนที่โรงพยาบาลด้วย หลายคนเห็นแล้วบอกอิจฉา เพราะคุณยายภรรยาของคุณตายังสวยปิ๊ง
            เหมือนสาวๆ วัยสามสิบยังแจ๋วอยู่เลย... 
           "คุณหมอ" เปิดประตูห้องตรวจเบอร์ 17 พร้อมกับทักทาย "คุณตาบุญหลง" อย่างอารมณ์ดี "เป็นไงบ้างครับคุณตา ตาเป็นอะไร" และอาจเป็นเพราะหูของคุณตาไม่ค่อยได้ยินเสียงถนัดนัก จึงทำให้ฟังเสียงของคุณหมอไม่ค่อยชัด "คุณตาบุญหลง" จึงตอบว่า "อะไรน่ะคุณหมอ ผมฟังไม่ค่อยได้ยิน "คุณหมอ" จึงพูดอีกครั้งว่า " ตาเป็นอะไรครับ" เมื่อคุณตาได้ยินถึงกลับยิ้มร่า แล้วตอบว่า "อ๋อผมนึกว่าถามอะไร" 
       "ผมก็เป็นผัวยาย เมียผมนั่งอยู่ๆ ข้างนี่ไงคุณหมอ" 
       พอคุณตาตอบคุณหมออย่างนั้น ก็เล่นเอาบรรดาผู้ป่วยที่มารอรักษาถึงกลับส่งเสียงฮาตรึมชนิดขำก๊ากจนหยุดไม่อยู่เลยทีเดียว ส่วนคุณยายภรรยาของ "คุณตาบุญหลง" ก็ได้แต่อายหน้าแดง พร้อมกับเอามือตีที่แขนคุณตาเบาๆ และพูดว่า...
       "ตาอ่ะพูดอะไรก็ไม่รู้อายเค้า" 
      ขณะที่ "คุณตาบุญหลง" ก็พูดขึ้นอีกว่า "แหมยายหรือไม่จริง บอกคุณหมอไปซิว่าฉันยังเตะปี๊บดังอยู่เลย...ฮ่าๆๆ" และก่อนที่การสนทนาจะเลยเถิดกลายเป็นสภากาแฟ "คุณหมอ" จึงรีบตัดบทพูดว่า...
      "ผมหมายถึงว่าตาของคุณตาเป็นอะไรครับ" 
      คุณตาจึงตอบว่า "อ้าวเหรอ ผมรู้สึกว่ามีความดันขึ้นที่ตา ทำให้มองเห็นไม่ค่อยชัดครับ "คุณหมอ" จึงรีบเชิญคุณตาเข้าห้องตรวจคนไข้ทันที "คุณตาเชิญเข้าห้องทางนี้เลยครับ" จากนั้นคุณตาก็เดินเข้าห้องตามคุณหมอไป โดยมีคุณยายภรรยาของคุณตาช่วยพยุงแขนคุณตา และช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจต่อสายตาของผู้ที่เห็นภาพนี้อย่างมาก...
     คู่ชีวิตที่ดูแลซึ่งกันและกันในยามแก่เฒ่าชรา จนกว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะลาลับจากโลกนี้ไป...
                                            พุ ศิลป์ปิ่น

วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2559

กวีบ้านๆ...เช้าวันใหม่

"อาทิตย์สาดส่อง
สายลมพัดเย็นจับใจ
เสียงไก่ขับขานวันใหม่
ผู้คนขยับกายออกหากิน"
Mr.Talon

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ความคิดคน

กวีบ้านๆจาก "Mr.Talon" ......."กบร้องเจี๊ยก ลิงเห่าแบบหมา แมลงวันแลบลิ้นแพลบ อะไรก็เกิดขึ้นได้ความคิดคน" หมายเหตุคอรัปเตอร์ นสพ.พิมพ์ไทยฉบับวันที่ 13 ธ.ค. 59)

สสพ.2 พาเด็กเรียนรู้วิถีชีวิตนอกห้อง เดินตามรอยพ่อสอนรู้จัก "พอเพียง"

            สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 2 (สสพ.2) จัดทำโครงการเสริมสร้างประสบการณ์ด้านการสหกรณ์ให้แก่นักเรียนในโครงการส่งเสริมสหกรณ์ตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์งานสหกรณ์ให้กับนักเรียนและครูในโรงเรียนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายทั้งสิ้น 17 โรงเรียน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กและชุมชนให้ดีขึ้น โดยการเสริมสร้างความรู้และทักษะให้แก่เด็กและเยาวชน เพื่อเกิดเป็นแรงผลักดันที่จะพัฒนาในทุกๆ ด้านต่อไป เพื่อให้นักเรียนที่เป็นคณะกรรมการกิจกรรมสหกรณ์นักเรียนได้เรียนรู้วิธีการบริหารจัดการสหกรณ์ที่ประสบผลสำเร็จ เพื่อนำความรู้ไปปรับใช้และถือปฏิบัติในการพัฒนากิจกรรมสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
                นายธนิต จันทร์ประทีป ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 2 (สสพ.2) กล่าวว่า ทาง สสพ.2 ได้ดำเนินโครงการดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งในปีนี้ถือว่าพิเศษกว่าทุกปี เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงสวรรคต ซึ่งปัจจุบันเด็กในสังคมเมืองคิดว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หรือทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวัน แต่ที่จริงแล้วเกี่ยวข้องโดยตรง ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ทาง สสพ.2 ได้จัดกิจกรรมทัศนศึกษาดูงานของเด็กนักเรียน ณ ศูนย์การเรียนรู้ทฤษฎีใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ กองทัพเรือ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการให้เด็กๆ ได้เรียนรู้นอกห้องเรียน เรียนรู้วิถีชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง และน้อมนำเอาพระราชกรณีกิจของพระองค์ท่านมาใช้กับชีวิตประจำวันได้ หรือสามารถนำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อีก
              "เด็กรุ่นใหม่ๆ จะเรียนรู้การใช้ชีวิตแบบเดินตามรอยพ่อสอน เพราะทุกคนเกิดในรัฐกาลที่ 9 ทำไมเราเป็นลูกพ่อจึงไม่นำเอาหลักแนวคิดมาใช้กับตัวเรา และทำอย่างที่พ่อสอน ซึ่งเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน ปัจจุบันจะเห็นว่าเราหนีคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงมากจนเกินไป ทำให้กลายเป็นสังคมเศรษฐกิจแบบไขว่คว้า ทำให้เกิดปัญหาตามมาทีหลัง บางครั้งเราอาจทำอะไรเกินตัว ไม่ว่าจะเป็นคนจนหรือคนรวย สามารถใช้เศรษฐกิจพอเพียงได้ เพียงแต่ให้ตัวเองรู้ว่าเป็นอย่างไรและอยู่ในฐานะที่เราทำได้ ขยายงานได้ เติบโตได้ แต่ต้องรู้ความพอเพียง จะได้ไม่เกินตัว ที่สำคัญเราต้องรู้ว่าเรามีความรู้ด้านไหน ถนัดอะไร หากเราลงมือทำโดยไม่มีความรู้ ไม่ศึกษา งานที่ออกมานั้นอาจจะเสียงานเสียเวลาได้" ผอ.สสพ.2 กล่าว
                  ส่วนการทัศนศึกษาดูงานของเด็กนักเรียนในครั้งนี้ อยากให้เด็กนักเรียนได้ศึกษาเรียนรู้การใช้ชีวิตนอกห้องเรียนว่ามีความแตกต่างอย่างไร ใช้ชีวิตพอเพียงและนำเอาหลักทฤษฎีใหม่มาประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตประจำวันได้ เพราะเห็นว่าที่ศูนย์การเรียนรู้ทฤษฎีใหม่แห่งนี้มีเนื้อที่กว้างขวาง โดยเฉพาะเรื่องของการทำเศรษฐกิจพอเพียง ทำเกษตรครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการเกษตรด้านประมง ปศุสัตว์ การปลูกข้าว การเลี้ยงสัตว์ การปลูกพืชระยะสั้น การเผาถ่านอัดแท่ง เป็นต้น โดยมีโรงเรียนเป้าหมายเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ จำนวน 17 โรงเรียน จำนวนนักเรียน 204 คน ครู 17 คน รวมทั้งข้าราชการ และลูกจ้างของ สสพ.2 จำนวน 29 คน รวมทั้งสิ้น 250 คน
                ด้าน ด.ญ.ศุจิพรรณ ไกรญาณสม นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ร.ร.ศิริวังวิทยาคาร กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นประธานนักเรียนและเป็นตัวแทนนักเรียนในการเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ บอกความรู้สึกในใจว่า "หนูมีหน้าที่คอยดูแลกรรมการสหกรณ์นักเรียนและคอยดูแลลูกค้าที่เข้ามาซื้อของในร้านสหกรณ์ การมีสหกรณ์ในโรงเรียนทำให้เราได้คิดเลขเและรู้จักการออมทรัพย์ รู้จักการทำบัญชีรายรับรายจ่าย ซึ่งการมาทัศนศึกษาในครั้งนี้ได้ประโยชน์หลายอย่างและได้ความรู้เรื่องการทำการเกษตร และการแก้ไขปัญหาครอบครัว หนูจะกลับไปบอกน้องๆ ที่โรงเรียนในเรื่องของการทำเกษตรด้านต่างๆ ให้อยู่อย่างพอกินพอใช้ ส่วนครอบครัวของหนูจะให้พ่อกับแม่ปลูกผักสวนครัว เพื่อเก็บผักมารับประทานและเอาผักไปขายได้
                ส่วน ด.ญ.ศิริวรรณ นุตมะหะหมัด นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ร.ร.สุเหร่าลำแขก กรุงเทพฯ บอกว่า "เริ่มรู้จักการออมตั้งแต่อยู่ชั้นอนุบาล 2 โดยพ่อแม่สอนให้รู้จักการออมไว้สำหรับเวลาจำเป็น ปกติหนูได้เงินไปโรงเรียนวันละ 40 บาท เงินออมของหนูเป็นเงินที่เหลือจากการใช้จ่ายในแต่ละวัน ซึ่งการออมในแต่ละวันจะไม่เท่ากัน บางวันก็เหลือมาก บางวันก็เหลือน้อย หนูจะหยอดกระปุกวันละ 10 บาทบ้าง 20 บาทบ้าง และกระปุกหนูจะเปิดออกไม่ได้ ต้องรอให้เงินเต็มกระปุกถึงทุบกระปุกออกแล้วนำไปฝากธนาคาร หนูจะออมแบบนี้ทุกวัน เพื่อให้ติดเป็นนิสัยและรักการออม รวมแล้วหนูมีเงินออมประมาณ 20,000 บาท วันนี้หนูดีใจมากที่ได้มาทัศนศึกษารู้สึกสนุกสนานและได้ความรู้มากค่ะ ได้เพื่อนต่างโรงเรียน ได้เรียนรู้วิถีชีวิตแนวทฤษฎีใหม่ และจะนำกลับไปบอกเพื่อนๆ น้องๆ และพ่อกับแม่ที่อยู่ที่บ้านว่าจะนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้ในด้านเศรษฐกิจพอเพียง เช่น การใช้เงินอย่างประหยัด การปลูกผักสวนครัว การเลี้ยงสัตว์ ทุกวันนี้บ้านหนูมีเนื้อที่อยู่หน้าบ้านไม่มากนัก แต่ก็สามารถปลูกผักไว้รับประทานได้ค่ะ วันนี้หนูประทับใจเรื่องความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่น ซึ่งแตกต่างจากคนในเมืองมากค่ะ"
               ขณะเดียวกัน ด.ญ.นิภาพร หนูเผือก นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ร.ร.สุเหร่าลำแขก กรุงเทพฯ กล่าวว่า ความหมายของคำว่า เศรษฐกิจแบบพอเพียง คือไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย สิ่งของที่เราอยากได้ต้องเก็บเงินเอง ไม่ต้องไปรบกวนพ่อกับแม่ มันเป็นของๆ เรา เราต้องเก็บเอง อย่าขอเงินคนอื่น เราต้องใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ ให้เหมาะสมกับวัยของเรา ทำตามแรงของเรา เพราะในสังคมปัจจุบันมีการแข่งขันสูง หนูจะนำหลักของพ่อมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้ทันเขา อย่างเช่นการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ เราจะต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ จากที่เราใช้เครื่องไฟฟ้า เราอาจใช้พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลมเข้ามาช่วย เพื่อประหยัดไฟฟ้า
                "วันนี้หนูได้ความรู้เรื่องราวของพ่อในด้านต่างๆ ว่าท่านทรงงานหนักมากแค่ไหน รู้ถึงเกษตรทฤษฎีใหม่ รู้จักความพอเพียง ในฐานะที่หนูเป็นเยาวชนรุ่นใหม่ สิ่งหนึ่งที่หนูอยากฝากถึงน้องๆ คือให้ทุกคนเดินรอยเท้าพ่อไปเรื่อยๆ เราต้องใช้ชีวิตแบบของเรา และเอาชีวิตของเขามาประยุกต์ใช้กับเราไม่ให้ซ้ำกับของคนอื่น หนูดีใจที่ได้เกิดมาเป็นคนไทยในแผ่นดินไทย เรามีทุกอย่างสมบูรณ์แบบ หนูคิดถึงพ่อหลวง หนูเห็นประวัติตอนทรงงานที่โทรทัศน์ได้นำกลับมาฉายให้เราได้ดูใหม่ หนูถึงรู้ว่าพ่อหลวงทรงงานหนักมากน้อยแค่ไหนค่ะ และตอนนี้หนูมีที่ดินของย่าอยู่ที่ต่างจังหวัด จะเอาเนื้อที่ไปปลูกผักและจะกลับไปพัฒนาบ้านเกิดที่นั่นค่ะ หนูชอบเศรษฐกิจแบบพอเพียง ชอบเดินตามรอยเท้าพ่อ" ด.ญ.นิภาพร กล่าว

ลูกชิ้นไส้พริก

   

                 "ด.ช.ป๋อง" เรียนอยู่ชั้น ป.5 โรงเรียนแห่งหนึ่งย่านบางขุนเทียน กรุงเทพฯ และทุกวันช่วงที่อยู่ในโรงเรียน "ด.ช.ป๋อง" จะซื้อลูกชิ้นปิ้งกินเป็นประจำ และแม้ลูกชิ้นจะอร่อยมากมาย แต่เขาเองกลับไม่เคยได้กินลูกชิ้นหมดไม้แม้สักครั้งเดียว เพราะสุนัขในโรงเรียนแย่งกินหมด วันนี้ก็เช่นกัน "ด.ช.ป๋อง" ซื้อลูกชิ้นกินเหมือนเคย น้ำจิ้มที่เหนียวและหยดอยู่ตลอด "ด.ช.ป๋อง" จึงต้องถือไม้ลูกชิ้นต่ำๆ ข้างตัวระหว่างเดิน เพราะกลัวน้ำจิ้มสูตรเด็ดจะหยดเลอะเปื้อนเสื้อนักเรียนที่เขาสวมใส่อยู่
       และก็เป็นโอกาสของ "เจ้าตูบ" หมาที่อาศัยอยู่ในโรงเรียนที่ค่อยๆ เดินย่องเงียบตามหลัง "ด.ช.ป๋อง" อย่างช้าๆ จนไม่ทันที่ "ด.ช.ป๋อง" จะได้ระวัง ระหว่างนั้น "เจ้าตูบ" จึงงับเอาลูกชิ้นไปกินทีละลูก จนกระทั่งเหลือแต่ไม้ ที่ผ่านมาแม้จะถูก "เจ้าตูบ" งับเอาลูกชิ้นไปกิน แต่ก็เหลือลูก-สองลูกติดไม้ไว้บ้าง "ด.ช.ป๋อง" ก็ไม่รู้สึกโกรธแค้นเจ็บใจมากมายนัก
    แต่ครั้งนี้ "เจ้าตูบ" มันทำเกินไปจริงๆ เพราะไม่เหลือให้เจ้าของลูกชิ้นได้กินเลยสักลูก "ด.ช.ป๋อง" พอรู้ตัวว่าถูก "เจ้าตูบ" งับเอาลูกชิ้นไปกินหมด จึงได้แต่บ่นพึมพำว่า...แกมากเกินไปแล้ว พร้อมกับนำเรื่องไปปรึกษากับเพื่อนๆ ว่าจะหาวิธีแก้เผ็ดเจ้าตูบอย่างไรบ้างหลังจากประชุมกันนานกว่า 1 ชั่วโมง ทุกคนจึงได้ข้อสรุปร่วมกันว่า ครั้งนี้ "เจ้าตูบ" สมควรได้รับบทเรียนที่แสนเผ็ดที่สุดในชีวิตของมัน
   เมื่อเสียงกดออดพักเที่ยงของโรงเรียนดังขึ้น "ด.ช.ป๋อง" รีบไปซื้อลูกชิ้นปิ้ง และนำมาให้เพื่อนๆ ช่วยกันยัดพริกขี้หนูสวนเข้าไปในลูกชิ้นทุกลูก จากนั้น "ด.ช.ป๋อง" ก็ทำทีเดินถือลูกชิ้นปิ้งต่ำๆ เหมือนเคย และก็เหมือนเช่นเคย "เจ้าตูบ" ไม่พลาดที่จะเดินตามคอยงับลูกชิ้นกินทีละลูก แต่คราวนี้ลูกชิ้นมีรสเผ็ดมากเหลือเกิน จนทำให้ "เจ้าตูบ" ต้องรีบวิ่งไปกินน้ำล้างชามของพ่อค้า แม่ค้า ในโรงเรียน ชนิดควันออกปาก เผ็ดร้อนไปทั้งตัว
  วันต่อมา "ด.ช.ป๋อง" ซื้อลูกชิ้นปิ้งมากินและสังเกตว่าไม่มี "เจ้าตูบ" คอยมาเดินงับลูกชิ้นเหมือนเคย พอเดินมาได้สักระยะหนึ่ง "ด.ช.ป๋อง" เห็น "เจ้าตูบ" นั่งอยู่ข้างร้านขายข้าวแกง จึงเรียก "เจ้าตูบ" ให้มากินลูกชิ้น ทันทีที่เห็นลูกชิ้นปิ้ง "เจ้าตูบ" ถึงกับร้องตะโกนว่า "ไม่กินเผ็ดครับไม่กินเผ็ด" วิ่งหางจุกตูดอย่างไม่คิดชีวิตทีเดียว...

          พุ ศิลป์ปิ่น

วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2559

มือปราบหนู

    "มวหนุ่มสีเทา" ยืนตัวสั่นงันงกด้วยความกลัว เพราะเห็นหนูวิ่งไล่กัดกันบนสายไฟที่พาดยาวหน้าบ้าน และถือเป็นครั้งแรกที่แมวหนุ่มได้เห็นหนูตัวเป็นๆ หลังจากที่ย้ายบ้านตามเจ้าของมาอยู่บ้านหลังนี้ได้ไม่กี่วัน ซึ่งเท่าที่จำความได้ แมวหนุ่มไม่เคยเห็นหนูเลยสักครั้งเดียว มีเพียงแมวด้วยกันเองที่เคยบอกเล่าให้ฟังว่าหนูจริงๆ หน้าตาเป็นเช่นไร และแม้หนูจะวิ่งไล่กันผ่านไปพักใหญ่ๆ แล้ว แต่แมวหนุ่มก็ยังไม่ตกใจ เพราะภาพที่เห็นยังติดตาอยู่ตลอด...
       "ผู้เฒ่าแมวลายเหลือง" แมวที่อยู่ข้างบ้านติดกัน ซึ่งนั่งดูอาการแมวหนุ่มอยู่บนรั้วบ้านนานแล้ว จึงกระโดดลงมาหาแมวหนุ่ม พร้อมกับทักทายด้วยเสียงอันดังน่าเกรงขามว่า "สวัสดีพ่อหนุ่ม เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ใหม่เหรอ" เมื่อแมวหนุ่มได้ยินเสียงทักทาย จึงพูดตอบว่า "ใช่ครับท่านผู้เฒ่า เราเพิ่งย้ายมาอยู่บ้านหลังนี้ไม่กี่วันเอง" 
     ผู้เฒ่าแมวจึงพูดว่า "เรานั่งดูเจ้าอยู่นานแล้ว ทำไมแมวอย่างเจ้าถึงเกิดอาการกลัวหนู..." 
    เมื่อถูกผู้เฒ่าแมวถามเช่นนั้น แมวหนุ่มถึงกลับอ้ำอึ้งอยู่พักนึง ก่อนที่จะตอบว่า "ท่านเห็นเราเหรอ..." คือว่าเราถูกเจ้านายเลี้ยงอยู่แต่ในบ้าน เลยไม่เคยเห็นหนู ส่วนเจ้านายของเราก็พร่ำบอกอยู่เสมอว่า อย่าไปยุ่งกับหนู เพราะมันสกปรก เราจึงคิดว่าหนูนั้นเป็นสัตว์ที่น่ากลัวตั้งแต่นั้นมา" เมื่อผู้เฒ่าแมวได้ยินเช่นนั้นจึงหัวเราะ พร้อมกับพูดว่า...
   "เราเป็นแมว หากกลัวหนู เราก็คงเกิดมาเสียชาติแมว ฮ่าๆๆ" 
   "นั่นๆ ไง หนูมันวิ่งไล่กันตรงมาทางนี้แล้ว เรามาวิ่งไล่จับหนูกันดีกว่า" ผู้เฒ่าแมวพูดชวนแมวหนุ่ม พอพูดจบทั้งผู้เฒ่าแมวและแมวหนุ่มต่างวิ่งไล่จับต้อนหนูอย่างเมามัน และเป็นครั้งแรกของแมวหนุ่มที่วิ่งไล่และสามารถจับหนูได้
            หลังจากนั้นความกลัวหนูของแมวหนุ่มก็หมดไป ซึ่งแมวหนุ่มก็มักจะหนีเจ้าของออกมาไล่จับหนูนอกบ้านอยู่เป็นประจำ จึงเป็นที่กล่าวขานของบรรดาหนูและแมวทั้งหลายว่า แมวหนุ่มตัวนี้เกิดมาเพื่อเป็น "มือปราบหนู" โดยเฉพาะ เนื่องจากไม่มีครั้งไหนเลยที่แมวหนุ่มไม่สามารถจับหนูได้...
    จึงเป็นที่หวาดกลัวของบรรดาหนูอย่างมากทีเดียว...
                           พุ ศิลป์ปิ่น

วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ผิงไฟคิดไป

กวีบ้านๆจาก "Mr.Talon" ......."แสงดาวสาดส่อง บนดอยสูงกลางป่า กองฟืนกำลังมอดไหม้ คนผิงไฟเฝ้าครุ่นคิดถึงวันใหม่" หมายเหตุคอรัปเตอร์ นสพ.พิมพ์ไทยฉบับวันที่ 29 พ.ย. 59)

วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เล่นเฟซถึงตาย




            ริเวณลานอเนกประสงค์หน้าแฟลต ย่านดอนเมือง กรุงเทพฯ วัยรุ่นหลายคนจับกลุ่มยืนมุงดูร่างที่ไร้วิญญาณของ "พาคิน" เด็กหนุ่มวัย 19 ปี ที่ถูกแทงด้วยอาวุธมีดจนเสียชีวิต ขณะที่การสอบสวนของตำรวจทราบว่าก่อนเกิดเหตุ...
    ผู้ตายและเพื่อนประมาณ 5-6 คน
      นั่งอยู่ที่โต๊ะหินอ่อนบริเวณลานอเนกประสงค์ ระหว่างนั้น "นายไกร" เด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันกับผู้ตายได้ขี่รถจักรยานยนต์เข้ามาหาที่กลุ่มผู้ตาย จากนั้นเกิดการทะเลาะวิวาทกันกับผู้ตาย และวินาทีนั้น "นายไกร" ได้ชักมีด...
      ออกมาแทง "พาคิน" จนล้มลง... 
      จากนั้น "นายไกร" มือมีดจึงขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งจากการสอบสวนของตำรวจยังพบชนวนเหตุมาจากก่อนหน้านี้ "นายไกร" ได้ยืมเงิน 1,500 บาท จากผู้ตายไปจ่ายหนี้พนันฟุตบอล ส่วนสาเหตุคาดว่ามาจาก...
      เรื่องที่ผู้ตายได้โพสต์ลงเฟซ... 
      แต่ "นายไกร" เข้าใจผิดว่า "พาคิน" ผู้ตายโพสต์เฟซเรื่องทวงเงินที่ยืมไป จนกระทั่งมีเรื่องทะเลาะกันเกิดขึ้น ขณะที่วิญญาณของ "พาคิน" ยืนดูร่างของตัวเองและฟังผู้คนวิพากษ์วิจารณ์ถึงเหตุการณ์ที่ทำให้ตัวเองตายครั้งนี้อย่างเศร้าใจสุดจะพรรณาได้ ยิ่งเห็นแม่ของตัวเองร่ำไห้...
     ก็สุดจะสงสารแม่เหลือเกิน...
     "วิญญาณพาคิน" ยังคงยืนร่ำไห้ใกล้กับร่างของตัวเอง พร้อมๆ กับตัดพ้อและบอกกับตัวเองว่า หากการตายของตัวเองมีชนวนเหตุมาจากการเล่นเฟซ ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับสังคมออนไลน์ในโลกปัจจุบัน ใกล้ๆ กัน "วิญญาณพาคิน" เห็นหนุ่มสาวหลายคนกำลังกดเล่นโทรศัพท์อย่างเมามัน เป็นที่สะเทือนใจยิ่งนัก
     ก่อน"วิญญาณพาคิน" จะลอยไปในอากาศ เค้าจึงตะโกนออกมาสุดเสียงว่า "เฟซอ่ะเล่นได้ แต่อย่าให้ถึงตายเลยนะ"...
                                    พุ ศิลป์ปิ่น

วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

จิ้งจกกระซิบ

กวีบ้านๆจาก "Mr.Talon" ......."จิ้งจกกระซิบ ข้างหูบอกจกจก สายลมเย็นฉ่ำอุรา คิดถึงร่มไม้ที่จากมานาน"(ตีพิมพ์ในคอลัมน์สังคม "หมายเหตุคอรัปเตอร์ นสพ.พิมพ์ไทยฉบับวันที่ 22 พ.ย. 59)

วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

อีกาคอตก

            ช่วงพระอาทิตย์คล้อยต่ำ แดดร่มลมตกของทุกวัน หลังเลิกงานกลับถึงบ้าน "เฒ่ายอน" มักจะตั้งวงกินเหล้าคนเดียวที่บ้าน ไม่ข้องเกี่ยวกับใครทั้งนั้น โดยมีนกกา หรืออีกา ที่แกเก็บมาเลี้ยงตั้งแต่เล็กจนเชื่องและเรียนรู้ภาษาคนได้เร็วมาก จะคอยเดินไปมาอยู่ที่ตรง "เฒ่ายอน" เสมือนหนึ่งเป็นเพื่อนยามเหงา โดยไม่ต้องขัง "เจ้ากาดำ" ไว้ในกรงแต่อย่างใด เพราะมันเชื่องยิ่งกว่าหมา แถมพูดภาษาคนพอได้อีกด้วย
   และวันนี้ก็เช่นกัน "เฒ่ายอน" จัดแจงนำกับแกล้มใส่จานกลิ่นหอมฟุ้งไปหมด มีทั้งผัดพริกแกงนก ปลาไหลต้มเปรต หนูนาทอดกระเทียมพริกไทย พร้อมกับตั้งขวดเหล้าขาว 40 ดีกรี และจอกใส่เหล้าเล็กๆ วางลงข้างจานกับข้าว เมื่อทุกอย่างเสร็จสรรพ "เฒ่ายอน" ถอนหายใจเฮือกใหญ่ พร้อมกับเทสุราใส่จอก จากนั้นจึงยกซดเข้าปากจนเหล้าหมดทั้งจอก พร้อมๆกับซี๊ดปากด้วยความสะใจ หน้าตาของ "เฒ่ายอน" ถึงกับเหย๋เก
   เหมือนมีอะไรมาบาดคอเสียเหลือเกิน จากนั้นจึงหยิบช้อนตักน้ำปลาไหลฯ มาซดอย่างเอร็ดอร่อย 
 โดยมี "เจ้ากาดำ" คอยยืนให้กำลังใจเจ้านายอยู่ข้างๆ จานหนูนาทอดฯ พร้อมๆกับชำเรืองที่จานเป็นระยะๆ เหมือนอยากกินหนูนาทอดเสียเหลือเกิน นอกจากนี้ เวลา "เฒ่ายอน" ยกแก้วเหล้าเข้าปากดูเหมือน "เจ้ากาดำ" จะสนใจในอากัปกิริยาของเจ้านายเหลือเกิน
    ขณะที่เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วเหมือนโกหก เกือบๆ ห้าทุ่มแล้ว เสียงของ "เฒ่ายอน" เวลาพูดกับ "เจ้ากาดำ" คล้ายๆ เหมือนลิ้นพันกัน เริ่มฟังไม่ชัดขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุด "เฒ่ายอน" ก็ลุกขึ้นเซไปเซมาและเดินคอตกเข้าห้องไปนอน โดยมีเหล้าที่เทใส่จอกทิ้งไว้ยังไม่ทันได้กิน พร้อมกับตะโกนบอก "เจ้ากาดำ" ว่า"เฮ๊ยข้าไม่ไหวแล้ว นอนก่อนหล่ะ ที่เหลือเอ็งจัดการให้หมดเลย "ส่วน "เจ้ากาดำ" ก็ได้แต่มองเจ้านายของมันด้วยความเป็นห่วงเป็นใยเหลือเกิน
    เวลาผ่านไปเร็วเหมือนโกหก ขณะที่ "เฒ่ายอน" เลิกจากงานมาและเตรียมตั้งวงเหล้าช่วงเย็นๆ เหมือนเคย ก็ต้องแปลกใจอย่างมาก เมื่อเห็น "เจ้ากาดำ" ยืนเซและคอตก "เฒ่ายอน" จึงพูดว่า  "เจ้ากาดำ" เป็นอะไรยืนคอตก ทันใดนั้นก็มีเสียงตอบจาก "เจ้ากาดำ" ว่า "ไม่ไหว เมาหว่ะ เมาจริงๆ ไปนอนก่อนนะ ที่เหลือเอ็งจัดการให้หมดเลย"....
                                  พุ ศิลป์ปิ่น

วันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

มนุษย์มาพร้อมสวิง ล้มเลือกตั้งนายกกบ

         นบึงใหญ่กลางป่า ช่วงฤดูฝนบรรดากบ เขียด จะมีการเลือกตั้งผลัดเปลี่ยนผู้นำกันมาหลายยุค หลายสมัย หรือที่เรียกว่า "นายกกบ" ถือเป็นการเมืองแบบกบๆ ที่สร้างสีสันคล้ายมนุษย์ โดยในวันนี้เป็นอีกวันที่บรรดากบ เขียด และลูกอ๊อด ได้พากันมาชุมนุมที่บึงใหญ่แห่งนี้อีกครั้ง เพื่อเลือกผู้นำตัวใหม่ หลังจาก "นายกกบ" ตัวเก่าพลาดท่าถูกมนุษย์จับไปทอดกระเทียมพริกไทยก่อนหน้านี้ ซึ่งการลงสมัครชิงตำแหน่ง "นายกกบ" ในวันนี้มี "กบตาโปน" มือขวาของอดีตนายกกบสมัยที่แล้ว ส่วนกบอีกตัวที่ลงสมัครด้วย คือ "กบตาลอน" เป็นกบหนุ่ม วิสัยทัศน์กว้างไกล ได้รับการสนับสนุน
จากบรรดากบหนุ่มกบสาว และบรรดาลูกอ๊อดมากมาย...
แต่การเลือกผู้นำกบครั้งนี้ จู่ๆ ก็เกิดความวุ่นวายขึ้น เมื่อทีมงาน "กบตาโปน" พยายามจะแก้ไขกฎกติกาในการเลือกตั้ง โดยตัดสิทธิ์ไม่ให้บรรดาลูกอ๊อดมีสิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้ง จึงทำให้เกิดการประท้วงกันยกใหญ่ เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าบรรดาลูกอ๊อดเหล่านี้ คือฐานเสียงของ "กบตาลอน" แต่ในที่สุดเมื่อเกิดกระแสคัดค้านมากมาย จึงไม่สามารถแก้ไขกฎกติกาได้
จึงทำให้บรรดาลูกอ๊อดสามารถลงคะแนนเลือกผู้นำกบได้ดังเดิม...
ขณะที่การลงคะแนนเลือกตั้ง "นายกกบ" บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อมนุษย์ได้บุกเข้ามาในบึงใหญ่แห่งนี้ พร้อมสวิงอันใหญ่ ตักช้อนเอาบรรดากบ เขียด จำนวนมากนำไปใส่ข้อง เครื่องจักสานชนิดหนึ่ง สานด้วยไม้ไผ่ และบรรดาลูกอ๊อดต่างหนีเอาชีวิตรอดคนละทิศคนละทาง ส่วนการเลือกตั้ง "นายกกบ" คงต้องเว้นวรรคทางการเมืองในบึงใหญ่แห่งนี้อย่างไม่มีกำหนด เพราะกบน้อยใหญ่ต่างถูกมนุษย์จับไปทำเมนูเด็ดกันหมด
ซึ่งแน่นอนว่าการเลือกตั้ง "นายกกบ" คงต้องรอจนกว่าบรรดาลูกอ๊อดจะเติบโตเป็นกบอีกครั้ง....
                                                                     พุ ศิลป์ปิ่น

วันจันทร์ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เปิดเทอมเช้าวันแรก วันที่เข้าห้องน้ำเองได้

       ช้าวันแรกของโรงเรียนเปิดเทอม บ้านกลางซอยภายในหมู่บ้านจัดสรรหลังหนึ่งในกรุงเทพฯ คุณแม่ของน้องตูม วัย  6 ขวบ เป็นเด็กผู้ชายขี้อ้อนวัยกำลังเรียนรู้ ซึ่งเช้าวันนี้ก็กำลังสาละวนยุ่งกับการเตรียมอาหารมื้อเช้าให้ตัวเองและลูกชายก่อนที่รถโรงเรียนจะมารับหน้าบ้าน
ในเวลาหกโมงเช้าเกือบเจ็ดโมงเช้าของทุกวัน... 
หรือถ้าสายหน่อยก็ไม่เกินเจ็ดโมงเช้า หลังจากส่งลูกขึ้นรถไปโรงเรียนแล้ว คุณแม่น้องตูมก็จะต้องรีบอาบน้ำแต่งตัวและไปขึ้นรถโดยสารประจำทางเพื่อไปทำงานที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งที่ไม่ไกลจากบ้านมากนัก
และคุณแม่น้องตูมก็ทำงานอยู่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของห้างสรรพสินค้าแห่งนี้... 
ซึ่งเช้าวันนี้ก็เช่นกัน ขณะที่คุณแม่ของน้องตูมกำลังสาละวนยุ่งกับการเตรียมอาหารมื้อเช้าอยู่ และพึมพำอยู่ในใจ "ไข่เจียวช่างหอมเสียเหลือเกิน" น้องตูมเดินเข้ามาในห้องครัวด้วยชุดนักเรียนที่สดใสที่พร้อมจะเดินทางไปโรงเรียน
เรียกคุณแม่ครับอยู่หลายครั้ง "คุณแม่ครับ คุณแม่ครับๆๆ" 
เมื่อคุณแม่น้องตูมได้ยินเสียงเรียกติดต่อกันหลายครั้ง จึงถามน้องตูมว่า "มีอะไรครับ เรียกทำไม คุณแม่กำลังยุ่งอยู่ กำลังทอดไข่อยู่เห็นมั๊ยครับ" เสียงดุดันของคุณแม่ฯ ดูเหมือนจะทำให้น้องตูมหยุดชะงักเล็กน้อย พร้อมๆ กับที่น้องตูม
ตัดสินใจบอกความในใจที่สุดจะอดทนและอดกลั้นได้...
คุณแม่ครับ "น้องตูมปวดอึ" เมื่อคุณแม่ได้ยินเช่นนั้น จึงบอกกับน้องตูมว่า "ถ้าอย่างนั้นน้องตูมก็ไปตักข้าวรอเลย คุณแม่ทอดไข่เสร็จแล้วครับ" เมื่อน้องตูมได้ยินเช่นนั้นจึงตอบสั้นๆ ว่า "คุณแม่น้องตูมไม่ไหวแล้ว ขอไปเข้าห้องน้ำก่อนครับ" พร้อมกับวิ่งออกจากห้องครัวอย่างรวดเร็ว
คุณแม่น้องตูมได้แต่อมยิ้ม พร้อมกับพูดกับตัวเองว่า "ในที่สุดน้องตูมก็เข้าห้องน้ำเองได้"....
                    พุ ศิลป์ปิ่น

วันอังคารที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เสียงคำรามจากกระท่อม คืนวันนั้นใต้แสงไฟสลัว

          สงไฟสลัวจากหลอดไฟหลังกระท่อมเล็กๆ เชิงดอยกลางหุบเขาริมลำธารที่โอบล้อมไปด้วยธรรมชาติ ป่าเขาลำเนาไพร และเป็นค่ำคืนที่บรรดาผีเสื้อราตรีน้อยใหญ่ต่างบินมาชุมนุมกันโดยไม่ได้นัดหมายที่บริเวณหลอดไฟหลังกระท่อมเล็ก หลังจากที่กระท่อมแห่งนี้เว้นว่างจากมนุษย์ที่เข้ามาอยู่อาศัยนานแล้ว ค่ำคืนนี้จึงเป็นวันดีที่มีแสงไฟส่องสว่างหลังกระท่อมอีกครั้ง ผีเสื้อผู้เฒ่าปีกสีน้ำตาลตัวใหญ่จึงเอ่ยปากถามบรรดาผีเสื้อที่มาร่วมชุมนุมกันในวันนี้ "มีใครรู้บ้างหรือไม่ว่ามนุษย์ที่เข้ามาพักที่กระท่อมหลังนี้เขามาพักคนเดียวหรือพาใครมาด้วย"
   ผีเสื้อหนุ่มน้อยตัวเล็กสีขาวจึงบอกว่า "เราเห็นมีคนมาพักแค่คนเดียวน่ะท่านผู้เฒ่า" ผีเสื้อผู้เฒ่าทำหน้างงๆ เหมือนสงสัยอะไรบางอย่าง พร้อมกับพูดว่า "เราว่าภายในกระท่อมหลังนี้ไม่น่าจะมีมนุษย์พักอยู่ตามลำพัง เพราะเสียงที่ดังจากกระท่อมเหมือนเสียงคำรามของเสือ" ผีเสื้อหนุ่มจึงแสดงความเห็นว่า "ท่านผู้เฒ่าเป็นไปได้หรือไม่ว่ามนุษย์จับเสือมากักขังที่กระท่อมเล็กแห่งนี้... 
 "โอ๊ว! ช่างน่ากลัวจริงๆ เลยท่านผู้เฒ่า" ผีเสื้อหนุ่มร้องอุทานเสียงหลง...
 ผีเสื้อสาวสีชมพูสวยงามที่เกาะอยู่ข้างๆ จึงพูดว่า "อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าในห้องเป็นอะไรเลย เราคิดว่าเข้าไปดูให้เห็นก่อนว่าข้างในเป็นอะไรกันแน่ พูดจบผีเสื้อสาวก็บินเข้าไปทางช่องหน้าต่างที่แง้มอยู่หลังกระท่อมอย่างรวดเร็ว เวลาผ่านไปชั่วขณะหนึ่ง ผีเสื้อสาวบินออกมาจากช่องหน้าต่างด้วยหน้าตาตื่น พร้อมกับเสียงสั่นเครือ "ท่านผู้เฒ่าเราเห็นแล้วเสือในร่างมนุษย์ เพราะเสียงคำรามนั้นมันดังออกมาจากมนุษย์ที่นอนอยู่ในมุ้ง"  
 ผีเสื้อผู้เฒ่าได้ยินดังนั้นจึงยิ้มและถอนหายใจด้วยความโล่งใจ พร้อมกับพูดว่า "ไม่ใช่เสือในร่างมนุษย์อย่างที่เจ้าคิดหรอก เค้าเรียกว่าการนอนกรนของมนุษย์ ซึ่งจะมีเสียงที่แตกต่างกันไป" ขณะที่เหล่าบรรดาผีเสื้อกำลังคุยกันอย่างออกรสชาติอยู่นั้น ค้างคาวใหญ่ยักษ์ได้บินเข้ามาหมายจะขย้ำบรรดาผีเสื้อ ทันใดนั้นก็มีเสียงคำรามดังขึ้นจากในกระท่อม เมื่อค้างคาวได้ยินจึงตกใจรีบบินหนีเข้าป่าอย่างรวดเร็ว ผีเสื้อผู้เฒ่าจึงถอนหายใจโล่งอกอีกครั้ง พร้อมกับพูดว่า "เป็นเพราะเสียงคำรามของมนุษย์โดยแท้ที่ช่วยชีวิตพวกเราไว้"....
                                        พุ  ศิลป์ปิ่น
*******************************************************

วันอังคารที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2559

เด็กสาวกับฝูงหมาป่า พระจันทร์เต็มดวงคืนวันนั้น

           ระจันทร์เต็มดวงคืนวันนั้น ดูเหมือนเป็นวันหนึ่งที่สายลมพัดเย็นยะเยือกรอบหุบเขากลางป่าลึก ฉันได้ยินเสียงกรีดร้องของเด็กสาว พร้อมๆ กับร้องขอความช่วยเหลือ "ช่วยหนูด้วยค่ะ มีใครอยู่แถวนี้บ้าง" เสียงของเธอเด็กสาวผู้น่าสงสารดังจนขนหัวลุก แต่ฉันไม่สามารถช่วยเธอได้จริงๆ ฉันพยายามตั้งใจฟังและจ้องมองอีกครั้ง ภาพที่อยู่เบื้องหน้าเด็กสาวผู้น่าสงสารกำลังวิ่งหนีตายฝ่าทุ่งหญ้าเข้าไปในไร่ข้าวโพด และสิ่งที่ตามหลังเธอมานั้นช่างเป็นภาพที่น่ากลัวและหดหู่จริงๆ เพราะฝูงหมาป่านับสิบตัวกำลังวิ่งไล่ตามหมายขย้ำเธอ
โอ๊วช่างน่าสงสารเธอจริงๆ.....
น้ำตาฉันไหลรินจนเลอะสองแก้ม ได้แต่สวดมนต์ภาวนาในใจอ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอให้มีใครก็ได้ออกมาช่วยเด็กสาวเคราะห์ร้ายคนนี้ให้รอดพ้นจากการเป็นเหยื่อของบรรดาหมาป่าฝูงนี้ทีเถอะ เพราะฉันเองหดหู่กับภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้าเหลือเกินแล้ว
แม้อยากช่วยเธอ แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร.....
ภายในไร่ข้าวที่สูงท่วมหัวและรกทึบ เด็กสาวทั้งเดินและวิ่งหนี บางครั้งล้มลง แต่เธอก็ลุกขึ้นวิ่งใหม่ เสื้อผ้าของเธอดูมอมแมม ส่วนฝูงหมาป่าได้กระจายกันตามกลิ่นเธออย่างไม่ลดละเช่นกัน แน่นอนว่าพวกมันคงไม่ปล่อยให้เหยื่ออย่างเด็กสาวเคราะห์ร้ายคนนี้
หนีรอดไปได้ง่ายๆ อย่างแน่นอน.....
เด็กสาวเคราะห์ร้ายกัดฟันวิ่งต่อ พร้อมๆ กับพูดกับตัวเองว่า "พ้นแนวไร่ข้าวโพดก็จะถึงหมู่บ้านแล้ว เราคงรอดตาย" เธอวิ่งและยังคงวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต แม้จะดูอ่อนเรี่ยวแรงอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่ด้านหลังของเธอระยะทางไม่ถึงร้อยเมตร เห็นได้ชัดว่าฝูงหมาป่าไล่หลังเธอมาติดๆ เช่นกัน โอ๊วช่างเป็นภาพที่หดหู่เหลือเกิน ฉันตัดสินใจปิดทีวีเพื่อหยุดฝูงหมาป่า อย่างน้อยก็ไม่เห็นเหตุการณ์ข้างหน้าที่จะเกิดขึ้น...
ในที่สุดก็คิดได้ว่าจะช่วยเด็กสาวเคราะห์ร้ายอย่างไร.....
                                   พุ ศิลป์ปิ่น
**************************************************

วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559

เล่ห์เหลี่ยมจิ้งจก วิถีบนต้นไม้ใหญ่




ต้นไม้ใหญ่กลางป่าทึบในคืนฝนตกโปรยปราย วิถีบนต้นไม้ใหญ่แห่งนี้สรรพสัตว์ที่อาศัยอยู่ก็ยังดำเนินไปเหมือนอย่างทุกวัน ตุ๊กแกตัวผู้ลายจุดสีส้มอาศัยอยู่ที่ต้นไม้กำลังรอหาอาหาร หวังเพียงแมลงหลงมาสักตัวสองตัว
เพื่อกินรองท้องแก้หิว !!
ส่วนอีกด้านหนึ่งของต้นไม้ ก็มีจิ้งจกตัวผู้เกาะต้นไม้อยู่ เพื่อรออาหารที่เป็นแมลงเหมือนกัน ทันใดนั้นผีเสื้อราตรีก็บินมาเกาะที่ต้นไม้นั้นโดยที่มันไม่รู้เลยว่ามัจจุราชกำลังคืบคลานมาหามัน เพราะทั้งตุ๊กแกและจิ้งจก
กำลังหมายตาเหยื่ออย่างผีเสื้อเหมือนกัน !?
ขณะที่ตุ๊กแกกำลังคืบคลานหมายขย้ำเหยื่อ จิ้งจกจึงใช้ปัญญาออกอุบายด้วยการร้องทักจก จก จก จก เมื่อตุ๊กแกได้ยินเสียงจึงตะโกนถามจิ้งจกว่าแกร้องทักทำไม จิ้งจกจึงตอบว่าอย่าไปกินผีเสื้อเลย ตุ๊กแกทำหน้าสงสัย แล้วจึงถามว่า
ทำไมถึงไม่อยากให้เรากินผีเสื้อ !!
จิ้งจกจึงตอบว่าท่านไม่ต้องรู้เหตุผลหรอก เชื่อเราเถอะ ขนาดมนุษย์ถูกเราทักยังต้องฉุดคิด และเราได้ทักท่านแล้วนะ เมื่อได้ยินเช่นนั้น ตุ๊กแกจึงเกิดอาการกลัว ไม่กล้ากินเหยื่ออย่างผีเสื้อ
และต้องยอมถอยหนีไปในที่สุด !?
ผีเสื้อจึงบินเข้ามาหาจิ้งจกและกล่าวขอบคุณที่ช่วยชีวิตมัน "ขอบคุณท่านจิ้งจกมากที่ช่วยชีวิตเรา" จิ้งจกจึงตอบว่าเราไม่ได้ช่วยชีวิตใครหรอกนะ ที่ร้องทักไปเพราะกลัวตุ๊กแกมาแย่งอาหารเราแค่นั้นเอง
เสร็จสิ้นการสนทนา จิ้งจกกระโดดงับผีเสื้อจนขาดใจ...!!!
                                           พุ ศิลป์ปิ่น
*****************************************************

วันพฤหัสบดีที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2559

ฉันไม่กลัวฝนตก ความในใจพ่อค้าต่างด้าว

            ลาดนัดชานเมืองหลวงที่ซึ่งผู้คนหลากหลายอาชีพจากประเทศต่างๆมาอาศัยอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก  ขณะที่ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาบนถนนฟุตบาท พ่อค้าขายไส้กรอกปิ้งชาวพม่า ถามพ่อค้าเขมรที่ขายไข่ปิ้งว่า ระหว่าฝนตกกับ "หน่วยจับ" 
แกกลัวอะไรมากกว่ากัน !!
พ่อค้าไข่ปิ้งได้ยินดังนั้นจึงตอบกลับไปว่า "หน่วยจับ" น่ากลัวกว่ามาก เพราะเรากลัวถูกจับขังคุกและส่งกลับบ้าน พ่อค้าขายไส้กรอกปิ้งทำหน้าตาสงสัย แล้วจึงถามต่อว่าเพราะอะไรทำไมถึงกลัวถูกจับ ก็แค่ขายไข่ปิ้งค้าขายสุจริต พ่อค้าเขมรขายไข่ปิ้งจึงตอบว่าเพราะเราลักลอบเข้าเมืองแถมมายึดอาชีพค้าขาย
ซึ่งผิดกฎหมายของที่นี่ !!
         ที่สำคัญเรายังไม่ได้จ่ายและเคลียกับ "หน่วยจับ" พ่อค้าขายไส้กรอกปิ้งชาวพม่า จึงบอกว่าเข้าใจแล้วว่าทำไมแกถึงกลัว "หน่วยจับ" มากกว่ากลัวฝน เพราะคนอาชีพค้าขายที่ตลาดนัดอย่างพวกเราไม่ว่าคนชาติไหนหรือต่างด้าว ทุกคนต่างกลัวฝนกันทั้งนั้น เพราะถ้าฝนตกนั่นหมายถึงขายของไม่ได้
เนื่องจากลูกค้าจะหนีฝนกันหมด !!
แต่สำหรับเรากลัว "ไอ้เทศ" (หน่วยจับหาบเร่) มากกว่าขี้เกียจเข็นรถหนี้ พ่อค้าพม่าบ่นอย่างมีอารมณ์ ใกล้ๆมีพ่อค้าคนลาวขายข้าวโพดต้มยืนยิ้มขณะฟังพ่อค้าพม่าคุยกับพ่อค้าเขมรอยู่ เมื่อพ่อค้าพม่ามองไปเห็นจึงถามพ่อค้าคนลาวว่า แล้วแกละกลัวอะไรมากกว่ากัน พ่อค้าค้าคนลาวจึงตอบไปว่าเราไม่กลัวหรอก
ทั้ง "หน่วยจับ" และ "ไอ้เทศ" ??
พ่อค้าพม่าทำหน้าตาสงสัยเหมือนอยากรู้ว่าเพราะอะไร พ่อค้าขายข้าวโพดต้มคนลาวจึงบอกว่าก็เพราะเราเคลียกับ "หน่วยจับ" และ "ไอ้เทศ" เป็นที่เข้าใจกันแล้วหมดปัญหา ขณะที่บรรดาพ่อค้าต่างด้าวกำลังคุยกันอย่างออกรสชาติบรรยากาศตลาดนัดฟุตบาทก็วุ่นวายและโกลาหลอีกครั้ง เมื่อพ่อค้าชาวพม่าตะโกนขึ้นว่า
"หนีเร็วไอ้เทศมาแล้ว"...!!!
                                       พุ ศิลป์ปิ่น
(ปล.เรื่องสั้นนี้แต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงไม่มีเจตนาพาดพิงใคร)
************************************************


วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2559

๑๐๐ ปี สหกรณ์ไทยปันน้ำใจให้น้องน้อย

           ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการ "CSR ๑๐๐ ปี สหกรณ์ไทย ปันน้ำใจให้น้องน้อย" ณ ห้องประชุมโรงเรียนวัดปุรณาวาส เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร เมื่อเร็วๆ นี้ โดยมีนายชาญชัย นิมิตมงคล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1 และรศ.ทพ.สุรินทร์ สูอำพัน ประธานชมรมสหกรณ์ออมทรัพย์กรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 ร่วมให้การต้อนรับ
   ดร.วิณะโรจน์ กล่าวว่า โครงการนี้จัดขึ้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี สหกรณ์ไทย และโอกาสที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ร่วมสนองงานส่งเสริมกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน ภายใต้โครงการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ครบ 25 ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงได้จัดทำโครงการ Corporate Social Responsibility "(CSR) ๑๐๐ ปี สหกรณ์ไทย ปันน้ำใจให้น้องน้อย" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสครบรอบ 100 ปี สหกรณ์ไทย และเพื่อส่งเสริมให้ขบวนการสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร ในพื้นที่รับผิดชอบได้ร่วมกันทำความดีสู่สังคมและโรงเรียน มีส่วนร่วมในการบำเพ็ญประโยชน์เป็นไปตามหลักการสหกรณ์ ข้อที่ 7 คือการเอื้ออาทรต่อชุมชน และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อสหกรณ์ และในครั้งนี้กรมส่งเสริมสหกรณ์ร่วมกับขบวนการสหกรณ์ได้มอบทุนเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์การเรียนและสื่อการเรียนการสอนให้แก่โรงเรียนเป้าหมาย จำนวน 6 โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ "CSR ๑๐๐ ปี สหกรณ์ไทย ปันน้ำใจให้น้องน้อย" ได้แก่ โรงเรียนวัดปทุมวนารามในพระราชูปภัมภ์ เขตปทุมวัน, โรงเรียนวัดนาคปรก เขตภาษีเจริญ, โรงเรียนวัดปุรณาวาส เขตทวีวัฒนา, โรงเรียนวัดสิตาราม เขตป้อมปรามฯ, โรงเรียนหมู่บ้านเกาะโพธิ์ เขตบางขุนเทียน, โรงเรียนวัดสุตธรรมมาราม จังหวัดนครนายก
  พร้อมกันนี้ยังได้เยี่ยมชมกิจกรรมการสอนเด็กพิเศษของโรงเรียนวัดปุรณาวาส ที่เปิดรับเด็กพิเศษเข้าเรียนร่วมกับเด็กปกติ ซึ่ง "โครงการ CSR  ๑๐๐ ปี สหกรณ์ไทย ปันน้ำใจให้น้องน้อย" ส่วนหนึ่งจะช่วยสนับสนุนการเรียนการสอนให้กับเด็กพิเศษเหล่านี้ด้วย เพื่อให้เด็กพิเศษสามารถเรียนร่วมกับเด็กปกติได้ เป็นการร่วมแรงร่วมใจของขบวนการสหกรณ์ที่ทำกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือสังคม ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์และขบวนการสหกรณ์จะร่วมกันสานต่อโครงการนี้ต่อไป และจะขยายผลไปยังเครือข่ายสหกรณ์ในจังหวัดต่างๆ ด้วย
*********************************************

กรมฝนหลวงฯ ตั้งเป้าผลิตนักบินปี 61 เพิ่มประสิทธิภาพปฏิบัติการฝนหลวง

           นายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินการเกษตร นายสุรสีห์ กิตติมณฑล รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินการเกษตร ด้านปฏิบัติการ น.อ.จิรพล เกื้อด้วง ผู้ว่าการสถาบันการบินพลเรือน น.ต.ดร.วัฒนา มานนท์ รองผู้ว่าการฝ่ายวิชาการ สถาบันการบินพลเรือน นางพรรณพิมล ชัญญานุวัตร ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) และนายพีรยุทธ์ ชาญเศรษฐิกุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากรด้านการบิน ระหว่างกรมฝนหลวงและการบินการเกษตรกับสถาบันการบินพลเรือน และพิธีลงนามในสัญญารับทุนอุดหนุนโครงการวิจัยและพัฒนาระบบอากาศยานไร้นักบินสำหรับการตรวจอากาศชั้นบน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติการฝนหลวง ระหว่างกรมฝนหลวงและการบินการเกษตรกับสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ณ ห้องประชุมพึ่งบุญ ชั้น 8 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร บางเขน กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้
               นายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินการเกษตร เปิดเผยว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีพันธกิจในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบบูรณาการ การพัฒนาบุคลากร รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการทำฝนและการดัดแปรสภาพอากาศ เพื่อสนันสนุนการปฏิบัติการฝนหลวง ซึ่งการปฏิบัติภารกิจดังกล่าวจำเป็นต้องมีบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ กรมฝนหลวงฯ จึงร่วมกับสถาบันการบินพลเรือนในการผลิตและพัฒนาบุคลากรด้านอุตสาหกรรมการบินให้มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ต่างๆ กรมฝนหลวงฯ จึงได้วางแผนดำเนินการในปี 2561 โดยจัดตั้งงบประมาณเพื่อผลิตบุคลากรด้านการบินใช้เอง และอีกส่วนหนึ่งจะเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผลิตนักวิทยาศาสตร์ให้เป็นนักบิน แต่การทำ MOU กับสถาบันการบินพลเรือนในครั้งนี้นับเป็นการเริ่มต้นและศึกษาความเป็นไปได้ในด้านต่างๆ คาดว่าจะดำเนินการได้ภายในปี 2561
    "ส่วนเป้าหมายการผลิตนักบินจำนวนเท่าไหร่นั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับงบประมาณที่จะได้ ซึ่งจริงๆ แล้วกรมฝนหลวงฯ จะต้องมีนักบินจำนวน 90 นาย แต่ขณะนี้เรามีนักบินเพียง 57 นาย ในส่วนที่เราขาดก็จะต้องเพิ่มเติม แต่การที่จะเพิ่มเติมก็คงไม่ได้เพิ่มทีเดียว 30 หรือ 40 นาย แต่ต้องขึ้นอยู่กับงบประมาณด้วย ซึ่งเราจะต้องผลิตนักบินให้มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล โดยเฉพาะความพร้อมทางด้านร่างกายเป็นสิ่งสำคัญ" นายเลอศักดิ์ กล่าว
    ทางด้าน น.อ.จิรพล เกื้อด้วง ผู้ว่าการสถาบันการบินพลเรือน กล่าวเสริมว่า ตามที่กรมฝนหลวงฯ ยังขาดแคลนนักบิน ซึ่งสถาบันการบินพลเรือนในฐานะที่เป็นรัฐวิสาหกิจทำหน้าที่ในการผลิตนักบินและพัฒนาบุคลากรทางด้านการบิน การลงนาม MOU ในครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาบุคลากรทางด้านการบิน ซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรร่วมกันให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และขอยืนยันว่าเราพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับทุกหน่วยงานในการพัฒนาบุคลากรด้านการบินอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
************************************************

วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2559

รำลึก "ศิลป์ พีระศรี" วางรากฐานศิลปะสมัยใหม่

     "ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น"....."พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว"  เป็นคำอมตะที่ศาสตราจารย์ศิลป์  พีระศรี เคยกล่าวไว้ตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ และเป็นวลีหนึ่งที่หลายๆคน ไม่ว่าจะเป็นคนทำงานศิลปะ หรือประกอบอาชีพอื่นๆมักจะจดจำวลีนี้มาคอยเตือนสติตนเองในการผลัดวันประกันพรุ่ง เพราะไม่มีใครรู้ว่าวันพรุ่งนี้อะไรจะเกิดกับชีวิตเราบ้างอยากวาดรูปหรืออยากจะทำอะไรให้ลงมือทำเลยอย่ารีรอ
ศาสตราจารย์ศิลป์ เข้ารับราชการในตำแหน่งช่างปั้นของกรมศิลปากร กระทรวงวัง ปีพ.ศ. 2466 และสร้างผลงานเป็นที่ยอมรับ ซึ่งการจัดสร้างอนุสาวรีย์ในยุคสมัยของท่านนับเป็นยุคแรกที่ได้มีการจัดสร้างอนุสาวรีย์บุคคลสำคัญขึ้นในประเทศไทย  และจากการที่ท่านได้ฝึกฝนเยาวชนไทยให้เข้าช่วยงานปั้นอนุสาวรีย์  จึงเป็นแรงบันดาลใจท่านจัดตั้งโรงเรียนของทางราชการขึ้นในปี พ.ศ. 2469 โดยสอนเฉพาะวิชาประติมากรรม ต่อมาในปี พ.ศ. 2481 ทางกระทรวงธรรมการได้เห็นความสำคัญในสิ่งที่ท่านทำ จึงได้จัดตั้งขึ้นเป็นโรงเรียนศิลปากรและยกฐานะขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยศิลปากรในเวลาต่อมา
            ศาสตราจารย์ศิลป์  มีผลงานทางด้านเอกสารทางวิชาการ ตำรา และบทความมากมาย ซึ่งล้วนแต่ให้ความรู้ทางศิลปะ  ศาสตราจารย์ศิลป์ เดิมชื่อ CORRADO FEROCI เกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ.2435 ที่ซานยิโอวานนี เมืองฟลอเรนซ์  ประเทศอิตาลี และถึงแก่กรรมด้วยโรคหัวใจและโรคเนื้องอกในลำไส้ที่โรงพยาบาลศิริรราช คืนวันที่ 14 พฤษภาคม ปีพ.ศ. 2505 รวมอายุได้ 69 ปี และทุกวันที่ 15 กันยายน ของทุกปีจึงถือเป็นวัน "ศิลป์ พีระศรี" ซึ่งเป็นวันสำคัญวันหนึ่งต่อวงการศิลปะสมัยใหม่ของไทย...!!!
                                           พุ ศิลป์ปิ่น
**************************************************

วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2559

ตลาดเกษตรดิจิทัลข้างทำเนียบฯคึกคัก สินค้าสหกรณ์ครองตลาดอันดับหนึ่ง

                  ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยถึงการนำสินค้าของสหกรณ์มาจำหน่ายในงานตลาดเกษตรดิจิทัล ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร จัดขึ้นบริเวณข้างทำเนียบรัฐบาล ระหว่างวันที่ 5-25 กันยายน 2559 ว่า มีประชาชนให้ความสนใจเลือกซื้อสินค้ากันอย่างเนืองแน่น ทั้งในวันธรรมดาและวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งสินค้าที่นำมาจำหน่ายภายในงานมีหลากหลายชนิด ทั้งผักสด ผลไม้ อาหารแปรรูป ผลิตภัณฑ์จากผ้า งานหัตถกรรม และส่วนหนึ่งเป็นสินค้าของสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกรและกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่สนับสนุนโดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ จำนวน 13 ร้านค้า อาทิ กล้วยหอมทองปลอดสารพิษจากสหกรณ์การเกษตรท่ายาง จำกัด จังหวัดเพชรบุรี แตงโมอพอลโล ลูกใหญ่ เนื้อแน่น หวานกรอบ จากวิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตแตงโมและพืชผักปลอดภัย จังหวัดชลบุรี ผลไม้จากภาคตะวันออก ทั้งทุเรียน เงาะ ลองกองและสละ จากสหกรณ์การเกษตรทุ่งควายกิน จำกัด จังหวัดระยอง ซึ่งขณะนี้ครองแชมป์ร้านค้าที่มียอดจำหน่ายผลผลิตอันดับ 1 ของตลาดเกษตรดิจิทัล
             นอกจากนั้นยังมีผ้ามัดหมี่ย้อมครามของกลุ่มสตรีสหกรณ์ไม้เบญจพรรณ จังหวัดสกลนคร รวมถึงสินค้าประเภทประมงและปศุสัตว์ และอาหารแปรรูป ได้แก่ ปลานิลแปรรูปจากชุมนุมสหกรณ์ประมงแห่งประเทศไทย จำกัด จังหวัดเชียงราย เนื้อโคขุน คุณภาพดี เกรดพรีเมี่ยม  Max Beef จากสหกรณ์เครือข่ายโคเนื้อ จำกัด จังหวัดนครปฐม ไอศกรีมและนมพร้อมดื่มหลากหลายรสชาติจากสหกรณ์โคนมหนองโพ จำกัด ข้าวสาร ข้าวหอมมะลิ ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอรี่ ข้าวหอมนิล จากสหกรณ์ต่างๆ จำหน่ายโดยชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด ข้าวราดแกงหมูชะมวงและแกงกะวาน ผัดเส้นจันท์ปู จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปปลายคลอง จำกัด จังหวัดจันทบุรี และขนมจีนน้ำยาจากกลุ่มแม่บ้านโพธิพระยา จังหวัดสุพรรณบุรี
            อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวอีกว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์มีนโยบายมุ่งเน้นให้สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และวิสาหกิจชุมชนต่างๆ รวมกลุ่มกันผลิตสินค้าเพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง มีระบบบริหารจัดการที่ดี สามารถลดต้นทุน และพัฒนากระบวนการผลิตสินค้าให้มีคุณภาพตามความต้องการของตลาด และขยายช่องทางการจำหน่ายผลผลิตให้ถึงมือผู้บริโภค ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถพัฒนาอาชีพได้อย่างยั่งยืน จึงขอเชิญชวนประชาชนที่สนใจไปเลือกซื้อสินค้าสดๆ ใหม่ๆ จากเกษตรกรโดยตรงได้ที่ตลาดเกษตรดิจิทัลทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00-19.00 น. จนถึงวันที่ 25 กันยายน 2559 นี้ 
*************************************************

วันอังคารที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2559

ศิลปะจัดวาง ทิ้งตามความเชื่อ

        ารเดินเรื่อยเปื่อยในวันที่ท้องฟ้าบรรยากาศโปร่งโล่งสบาย และเป็นอีกวันที่ผมมีโอกาสได้เดินเล่นรอบเกาะเกร็ด ต.เกาะเกร็ด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เป็นเกาะที่มีสายน้ำเจ้าพระยาล้อมรอบ การเดินนานๆ ไกลๆ หลายกิโลเมตร นอกจากจะเป็นการออกกำลังกายแล้ว ระหว่างการเดินเรายังได้เห็นสิ่งต่างๆ สองข้างทาง ทั้งธรรมชาติจากสวนต่างๆ บ้านเรือนของชาวบ้าน
รวมถึงการได้เห็นวิถีชีวิตชุมชนอีกด้วย !!
ขณะที่เดินชมทัศนียภาพต่างๆ ได้เดินผ่านต้นโพธิ์ใหญ่ ภาพที่อยู่เบื้องหน้าบริเวณต้นโพธิ์มีพระพุทธรูปแตกหัก ศาลเจ้าพังๆ ที่ถูกนำมาทิ้งไว้ มันอาจสะท้อนว่าการถูกทอดทิ้ง หรือการทิ้งขว้างใช่ว่าจะเกิดขึ้นกับมนุษย์ด้วยกันเท่านั้น เทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของมนุษย์เอง วันหนึ่งเกิดเสียหายก็ไร้ค่า
ไม่มีการซ่อมแซม ทั้งๆ ที่น่าจะซ่อมแซมได้ !?
ถูกนำมาทิ้งตามความเชื่อ ไม่ต่างจากการทิ้งสิ่งของต่างๆ ที่ไม่ต้องการแล้ว แต่หากมองในทางตรงกันข้าม ภาพที่ผมเห็นอาจเป็นงานศิลปะที่ชาวบ้านที่นี่ได้ช่วยกันสร้างขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจ จนกลายเป็น "ศิลปะจัดวาง" หรือ "ศิลปะติดตั้ง" (Installation art) เป็นงานที่สวยงามและสื่อความหมายมากมาย ...!!!

                  พุ ศิลป์ปิ่น
***************************************

วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2559

ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่รักษาป่าราชบุรี

            นางอำนวยพร ชลดำรงค์กุล ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่า ที่ รบ.3 (พุยาง) จ.ราชบุรี เมื่อเร็วๆนี้ ซึ่งพิทักษ์ป่าหน่วยงานนี้จะใช้วิธีทวงคืนผืนป่าด้วยการเจรจาทำความเข้าใจแบบสันติวิธีจนผู้กระทำผิดยอมออกจากพื้นที่โดยไม่มีการจับกุมดำเนินคดี
*******************************

วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ทวงคืนผืนป่าชายเลนจ.ตรัง




กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง เจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าชายเลนสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่7 หัวหน้าส่วนราชการ กอ.รมน.จังหวัดตรัง เจ้าหน้าที่ทหาร ฝ่ายปกครองและตำรวจ ลงพื้นที่ปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าชายเลน บริเวณบ้านมดตะนอย หมู่ที่ 3 ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 59 สามารถตรวจยึดพื้นที่ได้จำนวน 1 แปลง บนเนื้อที่ 20-0-32 ไร่ จึงได้มอบเรื่องราวให้เจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบงเป็นผู้รับเรื่องไปร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนสภ.กันตัง เพื่อสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
*****************************************

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ชาวบ้านเฮ ทส.มอบหนังสืออนุญาตให้ทำกิน ในเขตป่าชายเลนนครศรีฯ

              ากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้ยกเว้นมติ ครม.เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2534 วันที่ 22 สิงหาคม 2543 และวันที่ 17 ตุลาคม 2543 เพื่อนำที่ดินที่เป็นป่าชายเลนในท้องที่ อ.เมือง และอ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช เนื้อที่ 27,000 ไร่ ไปจัดที่ดินทำกินให้กับชุมชนตามนโยบายรัฐบาล โดยให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ดำเนินการไปตามระเบียบและกฎหมาย และกำหนดมาตรการป้องกันการบุกรุกพื้นที่จำนวน 16,000 ไร่ ที่จะนำไปฟื้นฟูให้เป็นป่าชายเลนและจัดทำเป็นป่าชุมชนหรือป่าเศรษฐกิจ
            เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2559 พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นประธานพิธีมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์อยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าชายเลน จ.นครศรีธรรมราช ภายใต้โครงการจัดการที่ดินทำกินให้ชุมชน ตามนโยบายของรัฐบาล ที่อาคารเอนกประสงค์ สำนักงานเทศบาลเมืองปากพูน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ประกอบด้วย หนังสืออนุญาตจำนวน 4 ฉบับ คือ (1) ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเลนปากน้ำ จำนวน 1,527-1-29 ไร่ (2) ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเลนปากพนังฝั่งตะวันตก จำนวน 583-3-40 ไร่ (3) ป่าสงวนแห่งชาติปากพยา-ปากนคร จำนวน 1,853-0-69 ไร่ ต่อจากนั้นกระทรวงมหาดไทย โดยจังหวัดนครศรีธรรมราช จะได้นำพื้นที่ดังกล่าวไปจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน ตามนโยบายของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติหรือ คทช.ต่อไป
            พล.อ.สุรศักดิ์ เน้นย้ำว่า วันนี้มอบหนังสืออนุญาต 3 ป่า จำนวน 3,964 ไร่ ส่วนที่เหลืออีกประมาณเกือบ 7,000 ไร่ ได้กำชับให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งและจังหวัดนครศรีธรรมราชเร่งรัดดำเนินการตามขั้นตอนการขออนุญาตให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบให้แล้วเสร็จภายในปี 2559 นี้
            น.ส.สุทธิลักษณ์ ระวิวรรณ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันจังหวัดนครศรีธรรมราชเหลือป่าชายเลนเพียงประมาณ 80,922 ไร่ ซึ่งกรม ทช.ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย และเป็นไปตามมติ ครม.โดยนำร่องนำพื้นที่ป่าชายเลนที่เปลี่ยนแปลงสภาพหรือเสื่อมโทรมไปแล้วมาจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายของ คทช.ครั้งนี้ เพื่อให้การบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และใช้ที่ดินให้เกิดประโชน์สูงสุด ควบคู่กับการสร้างจิตสำนึกรักษาสมดุลของระบบนิเวศป่าชายเลนและชายฝั่งต่อไป
           "โครงการจัดหาที่ดินทำกินให้กับชุมชน ตามนโยบายของรัฐบาล เป็นการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับผู้ยากไร้ที่ไม่มีที่ดินทำกินในเขตป่าชายเลน ซึ่งในพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ป่าชายเลนปากพนังฝั่งตะวันตก อยู่ใน ต.คลองน้อย อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ตามโครงการเราจะมีพื้นที่ทั้งหมด 3 ป่าสงวน รวม 27,000 ไร่ เราจะจัดที่ดินทำกิน จำนวน 11,000 ไร่ สำหรับผู้ที่อยู่อาศัยเดิม แล้วยังมีพื้นที่ที่ขอคืนจากชุมชน เพื่อให้เป็นป่าชุมชนและป่าเศรษฐกิจ เพื่อให้เป็นระบบนิเวศป่าชายเลนสามารถอยู่ได้อีก 16,000 ไร่อีกด้วย" น.ส.สุทธิลักษณ์ กล่าว

         ทางด้านนายวุฒิศักดิ์ ดวงศิริ กำนัน ต.ปากพนังฝั่งตะวันตก กล่าวด้วยว่า รัฐบาลได้เห็นความสำคัญของปัญหาความเดือดของพี่น้องประชาชนใน จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งประกอบด้วย อ.ปากพนัง มี 2 ตำบล 7 หมู่บ้าน ได้แก่ ต.ปากพนังฝั่งตะวันตก และต.คลองน้อย ที่ได้รับมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์อยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าชายเลนครั้งนี้  จำนวน 60 กว่าครัวเรือน ซึ่งหลังจากนี้ต่อไปพี่น้องประชาชนจะได้มีที่ดินทำกินส่วนหนึ่ง และก็สามารถขึ้นทะเบียนเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้ เช่น เลี้ยงกุ้ง หอย ปู ปลา ฯลฯ ทำให้มีรายได้อย่างยั่งยืน ดังนั้น ผมในฐานะผู้นำหมู่บ้านและชาวบ้านขอยืนยันว่าจะไม่มีการบุกรุกป่าเพิ่มเติม ถ้าหากพบว่ามีการบุกรุกเพิ่มขึ้น เราจะใช้มาตรการทางกฎหมายดำเนินคดีกับทุกรายที่ทำการบุกรุกแผ้วถาง  
    ด้านนางลำดวน กิมิลา ชาวบ้าน ม.2 ต.ปากพนังฝั่งตะวันตก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช บอกว่า ปัญหาตรงนี้เกิดขึ้นมายาวนาน ต้องกราบขอบพระคุณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ที่ให้โอกาสชาวบ้านได้มีที่ดินทำมาหากินในพื้นที่ตรงนี้ พวกเราสัญญาว่าจะช่วยกันดูแลรักษาระบบนิเวศให้ยั่งยืนและจะไม่บุกรุกป่าเพิ่มเติมแน่นอน

****************************************************

วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2559

บิ๊กทส.มอบหนังสืออนุญาตให้ใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลน

               พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานพิธีมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ อยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ภายใต้โครงการจัดการที่ดินทำกินให้ชุมชน ตามนโยบายของรัฐบาล  แก่ประชาชน จำนวน 277 ราย โดยมีน.ส.สุทธิลักษณ์ ระวิวรรณ  อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งนายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้  นายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ข้าราชการกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และหน่วยงานต่างๆ และประชาชนเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียงกันเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา (24 ส.ค.59)  ณ อาคารเอนกประสงค์ เทศบาลเมืองปากพูน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช
**************************************

วันพฤหัสบดีที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2559

โครงการประชารัฐร่วมจิตอนุรักษ์ เฉลิมพระเกียรติ

         
              เมื่อเวลา 10 .00 น. วันนี้ (18 ส.ค.59) พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดโครงการประชารัฐร่วมจิตอนุรักษ์ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 12 สิงหาคม 2559 โดยมีนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พร้อมด้วยข้าราชการหน่วยงานต่างๆ เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ ประชาชน และนักเรียนในพื้นที่ เข้าร่วมงาน และร่วมกันปลูกต้นไม้เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่มีสภาพเสื่อมโทรม 84 ไร่ ปล่อยสัตว์น้ำสู่ธรรมชาติ อาทิ ปูทะเล ปูม้า กุ้ง ปลาชนิดต่าง ๆ 8,400,000 ตัว จัดทำเส้นทางจักรยานเฉลิมพระเกียรติฯ ระยะทาง 1,500 เมตร พร้อมจุดพักผ่อนลานทำกิจกรรมออกกำลังกาย ณ โครงการพัฒนาป่าไม้ปากน้ำปราณบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์
**************************************

วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2559

สัตวแพทย์สมาคมฯ จับมือพันธมิตร คุมเข้มสารตกค้างห่วงใยผู้บริโภค

         ายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะนายกสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า วันที่ 4 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันสัตวแพทย์ไทย โดยดำเนินงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ซึ่งถือเอาวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงรับสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยให้เป็นสมาคมภายใต้พระบรมราชูปภัมภ์ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อวิชาชีพสัตวแพทย์เป็นอย่างยิ่ง เป็นวันสัตวแพทย์ไทย และสัตวแพทย์ทุกคนในประเทศไทยจะพร้อมใจกันรวมพลังทำความดีเพื่อพระองค์ท่าน และสร้างประโยชน์ต่อสาธารณะให้เป็นที่ประจักษ์ ซึ่งในปีนี้เราได้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กรมปศุสัตว์ สมาคมธุรกิจเวชภัณฑ์สัตว์ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ สมาคมผู้เลี้ยงโคนมไทยฯ สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ สมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและส่งออกไก่ไข่ สมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสุกรไทย และสมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสัตว์ปีก โดยลงนาม MOU ในเรื่องสัตวแพทย์ไทย ห่วงใยต่อผู้บริโภค เนื่องจากในปัจจุบันเรื่องความปลอดภัยทางอาหารนับว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก ทุกฝ่ายจึงร่วมมือกัน ซึ่งการลงนามในวันนี้ก็ได้ตั้งปฏิญญาว่าเราจะดำเนินการในเรื่องการผลิตเนื้อ นม ไข่ ให้ปลอดภัย ปราศจากสารตกค้าง ปราศจากโรคต่างๆ ซึ่งในส่วนนี้นอกจากจะช่วยในเรื่องของการบริโภคอย่างปลอดภัยภายในประเทศแล้ว ยังจะช่วยส่งเสริมและสร้างความเชื่อมั่นในด้านการส่งออกอีกด้วย เพราะฉะนั้นเราจะต้องรักษาจรรยาบรรณในวิชาชีพสัตวแพทยไทยให้สืบเนื่องต่อไป
  "ทุกสมาคมฯ ที่มาในวันนี้ก็จะต้องควบคุมห่วงโซ่การผลิตอาหาร ตั้งแต่ในเรื่องของอาหารสัตว์ ฟาร์ม สัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์ม ยา โรงฆ่าสัตว์ รวมถึงการขนส่งไปสู่ตลาด ถ้าทุกสมาคมฯ ที่ร่วมลงนามในวันนี้ได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอย่างซื่อสัตย์ เราก็มั่นใจแน่นอนว่าอาหารที่ได้มาจากเนื้อ นม ไข่ ต้องปลอดภัยแน่นอน ปัญหาก็จะลดน้อยลง เพราะว่าจากอดีตที่ผ่านมาเราไม่ได้ร่วมมือกันอย่างจริงจัง ต่างคนต่างผลิต เพื่อการค้าการขายเพียงอย่างเดียว แต่เมื่อมาถึงยุคนี้ เราจะต้องห่วงใยต่อผู้บริโภคมากขึ้น ตรงนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้น และจะทำต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยที่สุด อีกทั้งยังจะช่วยลดในเรื่องการใช้ยาปฏิชีวนะหรือสารเคมีในการเลี้ยงสัตว์ ช่วยให้สารตกค้างที่อยู่ในเนื้อสัตว์ลดน้อยลง สามารถแก้ไขปัญหาเชื้อดื้อยาได้ในที่สุด" นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าว
*********************************************************

กรมส่งเสริมสหกรณ์ลุยแก้ปัญหาสหกรณ์ทั่ว ปท.

"ธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์" เผยความก้าวหน้าการแก้ไขปัญหาข้อบกพร่องของสหกรณ์ทั่วประเทศตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี หลังตรวจสอบข้อมูลสหกรณ์เป้าหมาย 691 แห่ง และประเมินผลกระทบจากการดำเนินงานของสหกรณ์ที่ส่อทำให้เกิดความเสียหาย หรือดำเนินการนอกกรอบวัตถุประสงค์ พร้อมสั่งการเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์คอยให้คำแนะนำและติดตามผลการแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด ส่งผลทำให้ปัญหาข้อบกพร่องของสหกรณ์ในปัจจุบันลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งยังคงเหลืออีก 59 แห่งที่อยู่ระหว่างการดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
         ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการแก้ไขข้อบกพร่องของสหกรณ์ตามคำสั่งการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงมหาดไทยเร่งสำรวจข้อมูลตัวเลขสหกรณ์ที่ยังมีการดำเนินงานนอกกรอบวัตถุประสงค์หรือมีพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อสหกรณ์และสมาชิกสหกรณ์ในอนาคต ซึ่งเมื่อปี 2558 ได้ตรวจสอบพบสหกรณ์ที่มีปัญหาการดำเนินงานและยังมีข้อบกพร่องอยู่จำนวน 691 แห่ง มูลค่าการดำเนินธุรกิจเสียหายประมาณ 4,559.45 ล้านบาท โดยพบข้อบกพร่อง 5 ด้าน ได้แก่ ข้อบกพร่องทางด้านบัญชี ข้อบกพร่องทางการเงิน การดำเนินการนอกกรอบวัตถุประสงค์ หรือมีพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย รวมถึงปัญหาการทุจริตในสหกรณ์
      อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวด้วยว่า ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เร่งตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกการดำเนินงานของสหกรณ์ทั้ง 691 แห่ง พบว่าปัญหาส่วนใหญ่คือการขาดทุน ขาดสภาพคล่องทางการเงิน ซื้อสินค้าเกินความต้องการของสมาชิก ทำให้มีสินค้าคงเหลือเป็นจำนวนมากและเสื่อมคุณภาพ บางสหกรณ์ไม่สามารถปิดบัญชีได้ หรือลงทุนในทรัพย์สินที่ไม่เหมาะสม และมีหลายสหกรณ์ที่ดำเนินธุรกิจนอกแผนดำเนินงานและมีการกำหนดระเบียบที่ไม่สอดคล้องกับข้อบังคับของสหกรณ์ จึงได้มีหนังสือแจ้งให้สหกรณ์จังหวัดในฐานะรองนายทะเบียนสหกรณ์ใช้อำนาจตามกฎหมายพิจารณาสั่งการให้สหกรณ์แก้ไขข้อบกพร่องทันที พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์เข้าไปติดตามผลการดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องของแต่ละสหกรณ์อย่างใกล้ชิด และหากพบว่าสหกรณ์ใดมีการทุจริต ก็ให้ดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญา
   อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ของสหกรณ์ได้จำนวน 632 แห่ง ป้องกันความเสียหายทางธุรกิจสหกรณ์คิดเป็นมูลค่าประมาณ 3,387.26 ล้านบาท และยังคงเหลืออีกจำนวน 59 แห่ง มูลค่าธุรกิจประมาณ 1,172.19 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง และเร่งสอบสวนหาตัวผู้รับผิดชอบ บางสหกรณ์อยู่ระหว่างการปรับปรุงระบบบัญชีและตรวจสอบเอกสารของผู้สอบบัญชี เพื่อดำเนินการปิดบัญชีให้แล้วเสร็จ ส่วนสหกรณ์ที่มีปัญหาการทุจริต ก็อาจจะยุบเลิกทันที
   "สำหรับมาตรการป้องปรามเพื่อไม่ให้เกิดข้อบกพร่องของสหกรณ์อีกนั้น จะเน้นในเรื่องระบบการควบคุมภายในที่ดีของสหกรณ์ ยึดหลักธรรมาภิบาลในการดำเนินธุรกิจ พร้อมทั้งกำหนดให้ผู้ตรวจสอบกิจการสหกรณ์ติดตามการดำเนินงานของสหกรณ์อย่างใกล้ชิด มีการจัดตั้งสถาบันพัฒนากรรมการสหกรณ์และฝ่ายจัดการสหกรณ์ เพื่อให้บุคลากรของสหกรณ์มีองค์ความรู้ในการดำเนินธุรกิจอย่างมืออาชีพ และยังมีการจัดตั้งโรงเรียนผู้ตรวจการสหกรณ์เพื่อพัฒนาความรู้ เพิ่มทักษะและประสบการณ์แก่เจ้าหน้าที่ที่ต้องลงพื้นที่ไปตรวจสหกรณ์ ให้รู้เท่าทันสภาพปัญหาของสหกรณ์แต่ละแห่ง และสามารถให้คำแนะนำแก่สหกรณ์ได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ยังกำหนดให้ทุกสหกรณ์มีผู้จัดทำบัญชีประจำ ซึ่งจากการประเมินผลการดำเนินงานตามมาตรการดังกล่าว พบว่าข้อบกพร่องของสหกรณ์ในแต่ละจังหวัดมีจำนวนลดน้อยลง เนื่องจากเจ้าหน้าที่สามารถตรวจพบปัญหาและข้อบกพร่องของสหกรณ์ได้เร็ว  สามารถป้องปรามไม่ให้ความเสียหายขยายผลในวงกว้างได้ทันท่วงที" อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว
****************************************************