วันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2559

กรมฝนหลวงฯเดินหน้าเติมน้ำ 4 เขื่อนหลัก เขื่อนป่าสักฯแก้ปัญหากรุงเทพฯขาดแคลนน้ำ

        รมฝนหลวงฯเดินหน้าเติมน้ำ 4 เขื่อนหลัก มิ.ย.-ส.ค.ให้ได้ 3 พันล้านลูกบาศก์เมตร ชี้เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เป็นกุญแจสำคัญแก้ไขปัญหาน้ำขาดแคลนพื้นที่กรุงเทพฯ แย้มฤดูฝนก็มีภารกิจที่ต้องทำฝนอยู่ทุกวันเพราะฝนที่ตกไม่มีกระจายตัวคลอบคลุมทุกภูมิภาคจึงทำให้บางพื้นที่ประสบภัยแล้งอยู่
            นายเลอศักดิ์ ริ้วตระกูลไพบูลย์ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยระหว่างติดตามภารกิจการปฏิบัติหน้าที่ ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ณ ฐานปฎิบัติการณ์ กองบิน 2  ต.เขาพระงาม อ.เมือง จ.ลพบุรี ที่กองทัพอากาศให้ใช้สถานที่และช่วยดูแลเรื่องอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ว่าช่วงฤดูฝนที่มาถึงจะเห็นว่าฝนที่ตกลงมาก็ยังไม่ได้สร้างความชุ่มชื้นกับพื้นที่เกษตรเท่าที่ควร และในเขื่อนหลักๆ อาทิ  เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ น้ำที่ไหลลงเขื่อนปริมาณน้ำน้อยมาก ทั้งนี้ เพื่อสร้างความมั่นคงในการบริหารจัดการน้ำอุปโภคและบริโภค โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานคร เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยแก้ไขปัญหาน้ำขาดแคลนในกรณีน้ำทะเลหนุนเนื่องจากอิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่ยกน้ำทะเลขึ้นก็จะใช้เขื่อนป่าสักฯเป็นตัวพลักดันน้ำเค็มและเพื่อให้การประปานครหลวงสามารถดำเนินการสามารถผลิตน้ำประปาได้ตามมาตรฐาน ซึ่งขณะนี้ปริมาณน้ำในเขื่อนป่าสักฯเพื่อใช้ในการอุปโภคและบริโภค ถือว่าไม่มีปัญหาอะไรแต่การใช้น้ำเพื่อการเกษตรคงมีข้อจำกัดซึ่ง
อยากให้เกษตรกรใช้น้ำฝนเป็นหลักในการทำการเกษตร แม้จะอยู่ในเขตชลประทานก็ตาม เนื่องจากข้อจำกัดในการนำน้ำเข้าสู่ระบบน้ำต้นทุนมีข้อจำกัด
  อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวอีกว่า ขณะนี้กรมฝนหลวงฯ ได้เพิ่มความถี่ในการทำฝนและติดตามสภาพอากาศโดยเฉพาะในภาคกลางมีศูนย์ปฎิบัติการณ์อยู่ที่จ.กาญจนบุรีและลพบุรี ซึ่งหลังจากเดือนส.ค.นี้คาดว่าพายุจรคงจะเข้ามาช่วยให้ปริมาณน้ำในเขื่อนต่างๆเพิ่มมากขึ้น และในแผนงานที่กรมฝนหลวงฯวางไว้ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.-31 ส.ค.59 คือ จะเพิ่มปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนคือ เขื่อหลักภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อย และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ให้ได้ 3 พันล้านลูกบาศก์เมตร และ
หลังจากนั้นก็อาศัยพายุจร
 ด้านนายสุรสีห์ กิตติมณฑล รองอธิบดีกรมฝนหลวงฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า สภาวะสถานการณ์ปกติการเติมน้ำในเขื่อนต่างๆ กรมฝนหลวงจะปฎิบัติการณ์ตั้งแต่ส.ค.เป็นต้นไป เนื่องจากปริมาณน้ำในเขื่อนจะมีอยู่ระดับหนึ่ง พอหลังจากเดือนส.ค.แล้วแนวโน้มที่จะมีพายุจรเข้ามาการคาดการณ์ปริมาณน้ำที่จะเข้าเขื่อนโดยปกติแล้วจะมีน้ำในระดับหนึ่ง ถ้าไปเร่งเติมก่อนส.ค.ก็จะไม่เกิดประโยชน์ เพราะหากมีน้ำจากพายุจรเข้ามามากการเร่งเติมน้ำก็ไม่เกิดประโยชน์ เพราะต้องระบายน้ำออกจากเขื่อน ทั้งนี้ สำหรับสภาวะไม่ปกติอย่างปีนี้กรมฝนหลวงฯ ได้เร่งทำงานให้เร็วขึ้นตั้งแต่เดือนมิ.ย.-ส.ค. เพื่อเติมน้ำใน 4 เขื่อนหลักให้ได้ 3 พันล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งในช่วงนี้จะมีฝนตกแต่จากข้อมูลพบว่าฝนที่ตกยังไม่มีการกระจายตัวคลอบคลุมทุกพื้นที่ภูมิภาค ในบางพื้นที่ยังเกิดความแห้งแล้งเพราะไม่มีฝนตก และแม้จะเป็นฤดูฝนแต่ทางกรมฝนหลวงฯก็มีภารกิจหลักที่ต้องทำฝนอยู่ทุกวัน
***************************************************


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น