วันพุธที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ทวงคืนผืนป่าชายเลนจ.ตรัง




กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบง เจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าชายเลนสำนักงานบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่7 หัวหน้าส่วนราชการ กอ.รมน.จังหวัดตรัง เจ้าหน้าที่ทหาร ฝ่ายปกครองและตำรวจ ลงพื้นที่ปฏิบัติการทวงคืนผืนป่าชายเลน บริเวณบ้านมดตะนอย หมู่ที่ 3 ต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง เมื่อวันที่ 30 ส.ค. 59 สามารถตรวจยึดพื้นที่ได้จำนวน 1 แปลง บนเนื้อที่ 20-0-32 ไร่ จึงได้มอบเรื่องราวให้เจ้าหน้าที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าหมู่เกาะลิบงเป็นผู้รับเรื่องไปร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนสภ.กันตัง เพื่อสืบสวนสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
*****************************************

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ชาวบ้านเฮ ทส.มอบหนังสืออนุญาตให้ทำกิน ในเขตป่าชายเลนนครศรีฯ

              ากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้ยกเว้นมติ ครม.เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2534 วันที่ 22 สิงหาคม 2543 และวันที่ 17 ตุลาคม 2543 เพื่อนำที่ดินที่เป็นป่าชายเลนในท้องที่ อ.เมือง และอ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช เนื้อที่ 27,000 ไร่ ไปจัดที่ดินทำกินให้กับชุมชนตามนโยบายรัฐบาล โดยให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ดำเนินการไปตามระเบียบและกฎหมาย และกำหนดมาตรการป้องกันการบุกรุกพื้นที่จำนวน 16,000 ไร่ ที่จะนำไปฟื้นฟูให้เป็นป่าชายเลนและจัดทำเป็นป่าชุมชนหรือป่าเศรษฐกิจ
            เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2559 พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นประธานพิธีมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์อยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าชายเลน จ.นครศรีธรรมราช ภายใต้โครงการจัดการที่ดินทำกินให้ชุมชน ตามนโยบายของรัฐบาล ที่อาคารเอนกประสงค์ สำนักงานเทศบาลเมืองปากพูน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ประกอบด้วย หนังสืออนุญาตจำนวน 4 ฉบับ คือ (1) ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเลนปากน้ำ จำนวน 1,527-1-29 ไร่ (2) ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเลนปากพนังฝั่งตะวันตก จำนวน 583-3-40 ไร่ (3) ป่าสงวนแห่งชาติปากพยา-ปากนคร จำนวน 1,853-0-69 ไร่ ต่อจากนั้นกระทรวงมหาดไทย โดยจังหวัดนครศรีธรรมราช จะได้นำพื้นที่ดังกล่าวไปจัดที่ดินทำกินให้ชุมชน ตามนโยบายของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติหรือ คทช.ต่อไป
            พล.อ.สุรศักดิ์ เน้นย้ำว่า วันนี้มอบหนังสืออนุญาต 3 ป่า จำนวน 3,964 ไร่ ส่วนที่เหลืออีกประมาณเกือบ 7,000 ไร่ ได้กำชับให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งและจังหวัดนครศรีธรรมราชเร่งรัดดำเนินการตามขั้นตอนการขออนุญาตให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบให้แล้วเสร็จภายในปี 2559 นี้
            น.ส.สุทธิลักษณ์ ระวิวรรณ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันจังหวัดนครศรีธรรมราชเหลือป่าชายเลนเพียงประมาณ 80,922 ไร่ ซึ่งกรม ทช.ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย และเป็นไปตามมติ ครม.โดยนำร่องนำพื้นที่ป่าชายเลนที่เปลี่ยนแปลงสภาพหรือเสื่อมโทรมไปแล้วมาจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายของ คทช.ครั้งนี้ เพื่อให้การบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และใช้ที่ดินให้เกิดประโชน์สูงสุด ควบคู่กับการสร้างจิตสำนึกรักษาสมดุลของระบบนิเวศป่าชายเลนและชายฝั่งต่อไป
           "โครงการจัดหาที่ดินทำกินให้กับชุมชน ตามนโยบายของรัฐบาล เป็นการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับผู้ยากไร้ที่ไม่มีที่ดินทำกินในเขตป่าชายเลน ซึ่งในพื้นที่นี้เป็นพื้นที่ป่าชายเลนปากพนังฝั่งตะวันตก อยู่ใน ต.คลองน้อย อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช ตามโครงการเราจะมีพื้นที่ทั้งหมด 3 ป่าสงวน รวม 27,000 ไร่ เราจะจัดที่ดินทำกิน จำนวน 11,000 ไร่ สำหรับผู้ที่อยู่อาศัยเดิม แล้วยังมีพื้นที่ที่ขอคืนจากชุมชน เพื่อให้เป็นป่าชุมชนและป่าเศรษฐกิจ เพื่อให้เป็นระบบนิเวศป่าชายเลนสามารถอยู่ได้อีก 16,000 ไร่อีกด้วย" น.ส.สุทธิลักษณ์ กล่าว

         ทางด้านนายวุฒิศักดิ์ ดวงศิริ กำนัน ต.ปากพนังฝั่งตะวันตก กล่าวด้วยว่า รัฐบาลได้เห็นความสำคัญของปัญหาความเดือดของพี่น้องประชาชนใน จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งประกอบด้วย อ.ปากพนัง มี 2 ตำบล 7 หมู่บ้าน ได้แก่ ต.ปากพนังฝั่งตะวันตก และต.คลองน้อย ที่ได้รับมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์อยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าชายเลนครั้งนี้  จำนวน 60 กว่าครัวเรือน ซึ่งหลังจากนี้ต่อไปพี่น้องประชาชนจะได้มีที่ดินทำกินส่วนหนึ่ง และก็สามารถขึ้นทะเบียนเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้ เช่น เลี้ยงกุ้ง หอย ปู ปลา ฯลฯ ทำให้มีรายได้อย่างยั่งยืน ดังนั้น ผมในฐานะผู้นำหมู่บ้านและชาวบ้านขอยืนยันว่าจะไม่มีการบุกรุกป่าเพิ่มเติม ถ้าหากพบว่ามีการบุกรุกเพิ่มขึ้น เราจะใช้มาตรการทางกฎหมายดำเนินคดีกับทุกรายที่ทำการบุกรุกแผ้วถาง  
    ด้านนางลำดวน กิมิลา ชาวบ้าน ม.2 ต.ปากพนังฝั่งตะวันตก อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช บอกว่า ปัญหาตรงนี้เกิดขึ้นมายาวนาน ต้องกราบขอบพระคุณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ที่ให้โอกาสชาวบ้านได้มีที่ดินทำมาหากินในพื้นที่ตรงนี้ พวกเราสัญญาว่าจะช่วยกันดูแลรักษาระบบนิเวศให้ยั่งยืนและจะไม่บุกรุกป่าเพิ่มเติมแน่นอน

****************************************************

วันพุธที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2559

บิ๊กทส.มอบหนังสืออนุญาตให้ใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลน

               พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานพิธีมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ อยู่อาศัยในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ภายใต้โครงการจัดการที่ดินทำกินให้ชุมชน ตามนโยบายของรัฐบาล  แก่ประชาชน จำนวน 277 ราย โดยมีน.ส.สุทธิลักษณ์ ระวิวรรณ  อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งนายชลธิศ สุรัสวดี อธิบดีกรมป่าไม้  นายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ข้าราชการกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และหน่วยงานต่างๆ และประชาชนเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียงกันเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา (24 ส.ค.59)  ณ อาคารเอนกประสงค์ เทศบาลเมืองปากพูน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช
**************************************

วันพฤหัสบดีที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2559

โครงการประชารัฐร่วมจิตอนุรักษ์ เฉลิมพระเกียรติ

         
              เมื่อเวลา 10 .00 น. วันนี้ (18 ส.ค.59) พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดโครงการประชารัฐร่วมจิตอนุรักษ์ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 12 สิงหาคม 2559 โดยมีนายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พร้อมด้วยข้าราชการหน่วยงานต่างๆ เจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติฯ ประชาชน และนักเรียนในพื้นที่ เข้าร่วมงาน และร่วมกันปลูกต้นไม้เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่มีสภาพเสื่อมโทรม 84 ไร่ ปล่อยสัตว์น้ำสู่ธรรมชาติ อาทิ ปูทะเล ปูม้า กุ้ง ปลาชนิดต่าง ๆ 8,400,000 ตัว จัดทำเส้นทางจักรยานเฉลิมพระเกียรติฯ ระยะทาง 1,500 เมตร พร้อมจุดพักผ่อนลานทำกิจกรรมออกกำลังกาย ณ โครงการพัฒนาป่าไม้ปากน้ำปราณบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์
**************************************

วันอังคารที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2559

สัตวแพทย์สมาคมฯ จับมือพันธมิตร คุมเข้มสารตกค้างห่วงใยผู้บริโภค

         ายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะนายกสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า วันที่ 4 สิงหาคมของทุกปี เป็นวันสัตวแพทย์ไทย โดยดำเนินงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ซึ่งถือเอาวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงรับสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยให้เป็นสมาคมภายใต้พระบรมราชูปภัมภ์ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อวิชาชีพสัตวแพทย์เป็นอย่างยิ่ง เป็นวันสัตวแพทย์ไทย และสัตวแพทย์ทุกคนในประเทศไทยจะพร้อมใจกันรวมพลังทำความดีเพื่อพระองค์ท่าน และสร้างประโยชน์ต่อสาธารณะให้เป็นที่ประจักษ์ ซึ่งในปีนี้เราได้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กรมปศุสัตว์ สมาคมธุรกิจเวชภัณฑ์สัตว์ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ สมาคมผู้เลี้ยงโคนมไทยฯ สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ สมาคมโคเนื้อแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและส่งออกไก่ไข่ สมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสุกรไทย และสมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสัตว์ปีก โดยลงนาม MOU ในเรื่องสัตวแพทย์ไทย ห่วงใยต่อผู้บริโภค เนื่องจากในปัจจุบันเรื่องความปลอดภัยทางอาหารนับว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก ทุกฝ่ายจึงร่วมมือกัน ซึ่งการลงนามในวันนี้ก็ได้ตั้งปฏิญญาว่าเราจะดำเนินการในเรื่องการผลิตเนื้อ นม ไข่ ให้ปลอดภัย ปราศจากสารตกค้าง ปราศจากโรคต่างๆ ซึ่งในส่วนนี้นอกจากจะช่วยในเรื่องของการบริโภคอย่างปลอดภัยภายในประเทศแล้ว ยังจะช่วยส่งเสริมและสร้างความเชื่อมั่นในด้านการส่งออกอีกด้วย เพราะฉะนั้นเราจะต้องรักษาจรรยาบรรณในวิชาชีพสัตวแพทยไทยให้สืบเนื่องต่อไป
  "ทุกสมาคมฯ ที่มาในวันนี้ก็จะต้องควบคุมห่วงโซ่การผลิตอาหาร ตั้งแต่ในเรื่องของอาหารสัตว์ ฟาร์ม สัตวแพทย์ผู้ควบคุมฟาร์ม ยา โรงฆ่าสัตว์ รวมถึงการขนส่งไปสู่ตลาด ถ้าทุกสมาคมฯ ที่ร่วมลงนามในวันนี้ได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอย่างซื่อสัตย์ เราก็มั่นใจแน่นอนว่าอาหารที่ได้มาจากเนื้อ นม ไข่ ต้องปลอดภัยแน่นอน ปัญหาก็จะลดน้อยลง เพราะว่าจากอดีตที่ผ่านมาเราไม่ได้ร่วมมือกันอย่างจริงจัง ต่างคนต่างผลิต เพื่อการค้าการขายเพียงอย่างเดียว แต่เมื่อมาถึงยุคนี้ เราจะต้องห่วงใยต่อผู้บริโภคมากขึ้น ตรงนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้น และจะทำต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยที่สุด อีกทั้งยังจะช่วยลดในเรื่องการใช้ยาปฏิชีวนะหรือสารเคมีในการเลี้ยงสัตว์ ช่วยให้สารตกค้างที่อยู่ในเนื้อสัตว์ลดน้อยลง สามารถแก้ไขปัญหาเชื้อดื้อยาได้ในที่สุด" นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าว
*********************************************************

กรมส่งเสริมสหกรณ์ลุยแก้ปัญหาสหกรณ์ทั่ว ปท.

"ธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์" เผยความก้าวหน้าการแก้ไขปัญหาข้อบกพร่องของสหกรณ์ทั่วประเทศตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี หลังตรวจสอบข้อมูลสหกรณ์เป้าหมาย 691 แห่ง และประเมินผลกระทบจากการดำเนินงานของสหกรณ์ที่ส่อทำให้เกิดความเสียหาย หรือดำเนินการนอกกรอบวัตถุประสงค์ พร้อมสั่งการเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์คอยให้คำแนะนำและติดตามผลการแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด ส่งผลทำให้ปัญหาข้อบกพร่องของสหกรณ์ในปัจจุบันลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งยังคงเหลืออีก 59 แห่งที่อยู่ระหว่างการดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
         ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการแก้ไขข้อบกพร่องของสหกรณ์ตามคำสั่งการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงมหาดไทยเร่งสำรวจข้อมูลตัวเลขสหกรณ์ที่ยังมีการดำเนินงานนอกกรอบวัตถุประสงค์หรือมีพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อสหกรณ์และสมาชิกสหกรณ์ในอนาคต ซึ่งเมื่อปี 2558 ได้ตรวจสอบพบสหกรณ์ที่มีปัญหาการดำเนินงานและยังมีข้อบกพร่องอยู่จำนวน 691 แห่ง มูลค่าการดำเนินธุรกิจเสียหายประมาณ 4,559.45 ล้านบาท โดยพบข้อบกพร่อง 5 ด้าน ได้แก่ ข้อบกพร่องทางด้านบัญชี ข้อบกพร่องทางการเงิน การดำเนินการนอกกรอบวัตถุประสงค์ หรือมีพฤติกรรมที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย รวมถึงปัญหาการทุจริตในสหกรณ์
      อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวด้วยว่า ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เร่งตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกการดำเนินงานของสหกรณ์ทั้ง 691 แห่ง พบว่าปัญหาส่วนใหญ่คือการขาดทุน ขาดสภาพคล่องทางการเงิน ซื้อสินค้าเกินความต้องการของสมาชิก ทำให้มีสินค้าคงเหลือเป็นจำนวนมากและเสื่อมคุณภาพ บางสหกรณ์ไม่สามารถปิดบัญชีได้ หรือลงทุนในทรัพย์สินที่ไม่เหมาะสม และมีหลายสหกรณ์ที่ดำเนินธุรกิจนอกแผนดำเนินงานและมีการกำหนดระเบียบที่ไม่สอดคล้องกับข้อบังคับของสหกรณ์ จึงได้มีหนังสือแจ้งให้สหกรณ์จังหวัดในฐานะรองนายทะเบียนสหกรณ์ใช้อำนาจตามกฎหมายพิจารณาสั่งการให้สหกรณ์แก้ไขข้อบกพร่องทันที พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์เข้าไปติดตามผลการดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องของแต่ละสหกรณ์อย่างใกล้ชิด และหากพบว่าสหกรณ์ใดมีการทุจริต ก็ให้ดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญา
   อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ของสหกรณ์ได้จำนวน 632 แห่ง ป้องกันความเสียหายทางธุรกิจสหกรณ์คิดเป็นมูลค่าประมาณ 3,387.26 ล้านบาท และยังคงเหลืออีกจำนวน 59 แห่ง มูลค่าธุรกิจประมาณ 1,172.19 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง และเร่งสอบสวนหาตัวผู้รับผิดชอบ บางสหกรณ์อยู่ระหว่างการปรับปรุงระบบบัญชีและตรวจสอบเอกสารของผู้สอบบัญชี เพื่อดำเนินการปิดบัญชีให้แล้วเสร็จ ส่วนสหกรณ์ที่มีปัญหาการทุจริต ก็อาจจะยุบเลิกทันที
   "สำหรับมาตรการป้องปรามเพื่อไม่ให้เกิดข้อบกพร่องของสหกรณ์อีกนั้น จะเน้นในเรื่องระบบการควบคุมภายในที่ดีของสหกรณ์ ยึดหลักธรรมาภิบาลในการดำเนินธุรกิจ พร้อมทั้งกำหนดให้ผู้ตรวจสอบกิจการสหกรณ์ติดตามการดำเนินงานของสหกรณ์อย่างใกล้ชิด มีการจัดตั้งสถาบันพัฒนากรรมการสหกรณ์และฝ่ายจัดการสหกรณ์ เพื่อให้บุคลากรของสหกรณ์มีองค์ความรู้ในการดำเนินธุรกิจอย่างมืออาชีพ และยังมีการจัดตั้งโรงเรียนผู้ตรวจการสหกรณ์เพื่อพัฒนาความรู้ เพิ่มทักษะและประสบการณ์แก่เจ้าหน้าที่ที่ต้องลงพื้นที่ไปตรวจสหกรณ์ ให้รู้เท่าทันสภาพปัญหาของสหกรณ์แต่ละแห่ง และสามารถให้คำแนะนำแก่สหกรณ์ได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ยังกำหนดให้ทุกสหกรณ์มีผู้จัดทำบัญชีประจำ ซึ่งจากการประเมินผลการดำเนินงานตามมาตรการดังกล่าว พบว่าข้อบกพร่องของสหกรณ์ในแต่ละจังหวัดมีจำนวนลดน้อยลง เนื่องจากเจ้าหน้าที่สามารถตรวจพบปัญหาและข้อบกพร่องของสหกรณ์ได้เร็ว  สามารถป้องปรามไม่ให้ความเสียหายขยายผลในวงกว้างได้ทันท่วงที" อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว
****************************************************

วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2559

คุมประพฤติร่วมป่อเต๊กตึ๊งนำผู้ถูกคุมฯบริการสังคม


                เมื่อเวลา 10.00 น. วันนี้ (5 ส.ค.59)  พ.ต.อ. ดร.ณรัชต์  เศวตนันทน์ อธิบดีกรมคุมประพฤติ ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการจัดให้ผู้ถูกคุมความประพฤติทำงานบริการสังคม ร่วมกับดร.วิเชียร  เตชะไพบูลย์ รองประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต๊กตึ๊ง พร้อมด้วยผู้บริหารของกรมคุมประพฤติ และมูลนิธิป่อเต๊กตึ๊ง ร่วมเป็นพยานในข้อตกลงดังกล่าว เพื่อสร้างจิตสำนึกและตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมเกี่ยวกับผลกระทบอันเกิดจากความประมาทและขาดความรับผิดชอบในการใช้รถใช้ถนน รวมถึงคดีอื่น ๆ ที่สร้างปัญหาและความรุนแรงต่อสังคม ณ ห้องรับรองกระทรวงยุติธรรม ชั้น 2 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร
           พ.ต.อ. ดร.ณรัชต์ ดร.ณรัชต์  เศวตนันทน์ อธิบดีกรมคุมประพฤติ  เปิดเผยว่า  กรมคุมประพฤติ โดยสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 - 15 จะดำเนินการคัดเลือกผู้ถูกคุมความประพฤติ  และส่งไปทำงานบริการสังคม ด้วยการช่วยเหลือผู้ประสบภัยร่วมกับมูลนิธิป่อเต๊กตึ๊ง เพื่อสร้างจิตสำนึกและตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคม อีกทั้งยังทำให้ผู้ถูกคุมความประพฤติมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เป็นไปในทางที่ดีขึ้นต่อไป
           ด้านดร.วิเชียร  เตชะไพบูลย์ รองประธานกรรมการมูลนิธิป่อเต๊กตึ๊ง กล่าวว่า  การร่วมมือกันระหว่างกรมคุมประพฤติและมูลนิธิป่อเต๊กตึ๊ง ที่มีเจตนารมณ์เดียวกันในการสนับสนุนและส่งเสริมให้สังคมมีความปกติสุข นอกจากจะร่วมดูแลผู้ถูกคุมความประพฤติในการทำงานบริการสังคมแล้ว ยังมีการ
ให้ความรู้และส่งเสริมด้านวิชาการที่เกี่ยวข้องที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของทั้งสองหน่วยงาน โดยสนับสนุนวิทยากร และผู้เชี่ยวชาญที่สอดคล้องและเหมาะสมกับการทำงานบริการสังคมอีกด้วย
***************************************