วันอังคารที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ปลายปีเก่า

กวีบ้านๆจาก "Mr.Talon" ......."เสียงฝีเท้าผู้คน ในวันใกล้ปลายปีเก่า การจับจ่ายเงินทองมีค่า ทุกชีวิตล้วนมีความหวัง" หมายเหตุคอรัปเตอร์ นสพ.พิมพ์ไทยฉบับวันที่ 2ึ7 ธ.ค. 59)



กระทงพ่นพิษ

                นคืนวันลอยกระทงของทุกปี นอกจากจะเป็นวันที่ผู้คนมาลอยกระทงเพื่อขอขมาพระแม่คงคาแล้ว ยังถือเป็นประเพณีหนึ่งที่มนุษย์ให้ความสำคัญ เพราะจะมีการนำกระทงที่ทำจากขนมปังมาลอยในแม่น้ำ ลำคลองต่างๆ เพื่อให้เป็นอาหาร เป็นการทำบุญอีกทางหนึ่งด้วย แถมการลอยกระทงขนมปังยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมของแม่น้ำ ลำคลอง...
         ให้คงอยู่อย่างยั่งยืนตลอดไปด้วย... 
         ซึ่งวันลอยกระทงวันนี้ก็เช่นกัน ผู้คนบนฝั่งริมแม่น้ำ ลำคลอง ดูแล้วคึกคักไม่แพ้ปีที่ผ่านมา แม้จะไม่มีการเล่นจุดพลุ ดอกไม้ไฟ เพื่อให้เกิดเสียงดัง จนปลาต่างๆ ตกใจช็อคตายขึ้นอืดลอยประจานด้วยน้ำมือมนุษย์หลายร้อยตัวก็ตามที แต่นับว่าวันนี้ดูคึกคักไม่แพ้กัน เพราะกระทงขนมปังหลากสีสัน ทำให้บรรดาปลาเล็ก ปลาใหญ่ ในแม่น้ำ ลำคลองต่างๆ คึกคักซู่ซ่า...
        ที่ได้กินกระทงขนมปังสวยงามกัน...
        ขณะที่ฝูงปลากำลังเพลิดเพลินกับการกินกระทงขนมปังกันอยู่นั้น "ปลาสวายอ้วน" ก็ร้องครวญครางอยู่ใกล้ๆ กับท่าน้ำวัดริมแม่น้ำ "โอ๊ยช่วยเราที ปวดท้องเหลือเกิน" เสียงร้องดังกล่าวดังจนปลาท่าน้ำวัดแตกตื่นด้วยความตกใจ ขณะที่ "ปลาตะเพียนหนุ่ม" ได้ว่ายเข้ามาดูพร้อมกับถามว่า...
        "ท่านร้องครวญครางเป็นอะไรหรือ" 
        "ปลายสวายอ้วน" จึงตอบว่า "เราปวดท้องเหลือเกิน สงสัยกินขนมปังกระทงมากเกินไป" ส่วน "ลุงปลาช่อน" ที่ว่ายหากินอยู่แถวนั้น จึงได้พูดขึ้นว่า "โชคดีของเราที่กินขนมปังไม่เป็น ไม่เช่นนั้นคงแย่เหมือนกัน" พร้อมกับบอกว่า "ตอนนี้ที่โรงพยาบาลปลามีปลาป่วยเข้าไปรักษาอาการปวดท้องจากอาหารเป็นพิษจำนวนมาก ซึ่งหมอสงสัยว่าสาเหตุน่าจะมาจากกระทงขนมปังหมดอายุและขึ้นรา"...
        "เมื่อปลากินเข้าไป จึงทำให้เกิดอาการปวดท้องขึ้น" 
        "ปลาตะเพียนหนุ่ม" จึงพูดว่าถ้าอย่างนั้นคงต้องพา "ปลาสวายอ้วน" ไปรักษาที่โรงพยาบาลปลากันดีกว่า "ลุงปลาช่อน" จึงบอกว่า "เรารีบไปกันเถอะ เดี๋ยวจะไม่ทันการ" ระหว่างทาง "ปลาตะเพียนหนุ่ม" จึงพูดตัดพ้อขึ้นว่า "มนุษย์เนี่ยแย่จริงๆ ทำกระทงมาให้ปลากินทั้งที ดันนำขนมปังเสียๆ มาให้ปลากิน แล้วอย่างนี้จะเรียกว่า "ทำบุญ" หรือ "ทำบาป"....
                                      พุ ศิลป์ปิ่น

วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ใกล้ปลายปี

  1. “เสียงฝีเท้าผู้คน
    ในวันใกล้ปลายปีเก่า
    การจับจ่ายเงินทองมีค่า
    ทุกชีวิตล้วนมีความหวัง“
  2. Mr.Talon


วันพุธที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2559

กวีบ้านๆ...ยามเช้า

"ผีเสื้อบินหยอกล้อ
เล่นกันสนุกในยามเช้า
ใบไม้แห้งยังคงร่วงหล่น
สายลมพัดแผ่วเบาย้ำเตือนใจ"
Mr.Talon

วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559

เช้าวันใหม่

กวีบ้านๆจาก "Mr.Talon" ......."อาทิตย์สาดส่อง สายลมพัดเย็นจับใจ เสียงไก่ขับขานวันใหม่ ผู้คนขยับกายออกหากิน" หมายเหตุคอรัปเตอร์ นสพ.พิมพ์ไทยฉบับวันที่ 20 ธ.ค. 59)

ตาเป็นผัวยาย



             ายในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ บริเวณแผนกรักษาตา มีคนไข้ผู้หญิง ผู้ชาย ทั้งผู้ใหญ่และเด็กมาตรวจรักษาอาการป่วยทางตาเป็นจำนวนมาก โดยมีอาการเจ็บป่วยทางตาด้วยสาเหตุต่างๆ เป็นจำนวนมากโดยคุณหมอทยอยเรียกคนไข้ทีละคน เพื่อเข้าไปตรวจดูอาการทีละคน ซึ่งผู้ป่วยบางคนก็เป็นคนเก่า บางคนก็เป็นผู้ป่วยใหม่ และ "คุณตาบุญหลง" วัย 70 ปี ก็เป็นหนึ่งในคนไข้ใหม่...
             ที่มารักษาอาการเจ็บป่วยทางตา... 
            ซึ่งคุณตายังคงแข็งแรงชนิดเตะปี๊บยังดังอยู่ สามารถเดินเหินไปไหนมาไหนเหมือนคนหนุ่มๆ ไม่มีผิด และวันนี้คุณตาก็มีคุณยายอร ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากของคุณตาเดินทางมาเป็นเพื่อนที่โรงพยาบาลด้วย หลายคนเห็นแล้วบอกอิจฉา เพราะคุณยายภรรยาของคุณตายังสวยปิ๊ง
            เหมือนสาวๆ วัยสามสิบยังแจ๋วอยู่เลย... 
           "คุณหมอ" เปิดประตูห้องตรวจเบอร์ 17 พร้อมกับทักทาย "คุณตาบุญหลง" อย่างอารมณ์ดี "เป็นไงบ้างครับคุณตา ตาเป็นอะไร" และอาจเป็นเพราะหูของคุณตาไม่ค่อยได้ยินเสียงถนัดนัก จึงทำให้ฟังเสียงของคุณหมอไม่ค่อยชัด "คุณตาบุญหลง" จึงตอบว่า "อะไรน่ะคุณหมอ ผมฟังไม่ค่อยได้ยิน "คุณหมอ" จึงพูดอีกครั้งว่า " ตาเป็นอะไรครับ" เมื่อคุณตาได้ยินถึงกลับยิ้มร่า แล้วตอบว่า "อ๋อผมนึกว่าถามอะไร" 
       "ผมก็เป็นผัวยาย เมียผมนั่งอยู่ๆ ข้างนี่ไงคุณหมอ" 
       พอคุณตาตอบคุณหมออย่างนั้น ก็เล่นเอาบรรดาผู้ป่วยที่มารอรักษาถึงกลับส่งเสียงฮาตรึมชนิดขำก๊ากจนหยุดไม่อยู่เลยทีเดียว ส่วนคุณยายภรรยาของ "คุณตาบุญหลง" ก็ได้แต่อายหน้าแดง พร้อมกับเอามือตีที่แขนคุณตาเบาๆ และพูดว่า...
       "ตาอ่ะพูดอะไรก็ไม่รู้อายเค้า" 
      ขณะที่ "คุณตาบุญหลง" ก็พูดขึ้นอีกว่า "แหมยายหรือไม่จริง บอกคุณหมอไปซิว่าฉันยังเตะปี๊บดังอยู่เลย...ฮ่าๆๆ" และก่อนที่การสนทนาจะเลยเถิดกลายเป็นสภากาแฟ "คุณหมอ" จึงรีบตัดบทพูดว่า...
      "ผมหมายถึงว่าตาของคุณตาเป็นอะไรครับ" 
      คุณตาจึงตอบว่า "อ้าวเหรอ ผมรู้สึกว่ามีความดันขึ้นที่ตา ทำให้มองเห็นไม่ค่อยชัดครับ "คุณหมอ" จึงรีบเชิญคุณตาเข้าห้องตรวจคนไข้ทันที "คุณตาเชิญเข้าห้องทางนี้เลยครับ" จากนั้นคุณตาก็เดินเข้าห้องตามคุณหมอไป โดยมีคุณยายภรรยาของคุณตาช่วยพยุงแขนคุณตา และช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจต่อสายตาของผู้ที่เห็นภาพนี้อย่างมาก...
     คู่ชีวิตที่ดูแลซึ่งกันและกันในยามแก่เฒ่าชรา จนกว่าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะลาลับจากโลกนี้ไป...
                                            พุ ศิลป์ปิ่น

วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2559

กวีบ้านๆ...เช้าวันใหม่

"อาทิตย์สาดส่อง
สายลมพัดเย็นจับใจ
เสียงไก่ขับขานวันใหม่
ผู้คนขยับกายออกหากิน"
Mr.Talon

วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ความคิดคน

กวีบ้านๆจาก "Mr.Talon" ......."กบร้องเจี๊ยก ลิงเห่าแบบหมา แมลงวันแลบลิ้นแพลบ อะไรก็เกิดขึ้นได้ความคิดคน" หมายเหตุคอรัปเตอร์ นสพ.พิมพ์ไทยฉบับวันที่ 13 ธ.ค. 59)

สสพ.2 พาเด็กเรียนรู้วิถีชีวิตนอกห้อง เดินตามรอยพ่อสอนรู้จัก "พอเพียง"

            สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 2 (สสพ.2) จัดทำโครงการเสริมสร้างประสบการณ์ด้านการสหกรณ์ให้แก่นักเรียนในโครงการส่งเสริมสหกรณ์ตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์งานสหกรณ์ให้กับนักเรียนและครูในโรงเรียนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายทั้งสิ้น 17 โรงเรียน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กและชุมชนให้ดีขึ้น โดยการเสริมสร้างความรู้และทักษะให้แก่เด็กและเยาวชน เพื่อเกิดเป็นแรงผลักดันที่จะพัฒนาในทุกๆ ด้านต่อไป เพื่อให้นักเรียนที่เป็นคณะกรรมการกิจกรรมสหกรณ์นักเรียนได้เรียนรู้วิธีการบริหารจัดการสหกรณ์ที่ประสบผลสำเร็จ เพื่อนำความรู้ไปปรับใช้และถือปฏิบัติในการพัฒนากิจกรรมสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
                นายธนิต จันทร์ประทีป ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 2 (สสพ.2) กล่าวว่า ทาง สสพ.2 ได้ดำเนินโครงการดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งในปีนี้ถือว่าพิเศษกว่าทุกปี เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงสวรรคต ซึ่งปัจจุบันเด็กในสังคมเมืองคิดว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หรือทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวัน แต่ที่จริงแล้วเกี่ยวข้องโดยตรง ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ทาง สสพ.2 ได้จัดกิจกรรมทัศนศึกษาดูงานของเด็กนักเรียน ณ ศูนย์การเรียนรู้ทฤษฎีใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ กองทัพเรือ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการให้เด็กๆ ได้เรียนรู้นอกห้องเรียน เรียนรู้วิถีชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง และน้อมนำเอาพระราชกรณีกิจของพระองค์ท่านมาใช้กับชีวิตประจำวันได้ หรือสามารถนำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อีก
              "เด็กรุ่นใหม่ๆ จะเรียนรู้การใช้ชีวิตแบบเดินตามรอยพ่อสอน เพราะทุกคนเกิดในรัฐกาลที่ 9 ทำไมเราเป็นลูกพ่อจึงไม่นำเอาหลักแนวคิดมาใช้กับตัวเรา และทำอย่างที่พ่อสอน ซึ่งเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน ปัจจุบันจะเห็นว่าเราหนีคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงมากจนเกินไป ทำให้กลายเป็นสังคมเศรษฐกิจแบบไขว่คว้า ทำให้เกิดปัญหาตามมาทีหลัง บางครั้งเราอาจทำอะไรเกินตัว ไม่ว่าจะเป็นคนจนหรือคนรวย สามารถใช้เศรษฐกิจพอเพียงได้ เพียงแต่ให้ตัวเองรู้ว่าเป็นอย่างไรและอยู่ในฐานะที่เราทำได้ ขยายงานได้ เติบโตได้ แต่ต้องรู้ความพอเพียง จะได้ไม่เกินตัว ที่สำคัญเราต้องรู้ว่าเรามีความรู้ด้านไหน ถนัดอะไร หากเราลงมือทำโดยไม่มีความรู้ ไม่ศึกษา งานที่ออกมานั้นอาจจะเสียงานเสียเวลาได้" ผอ.สสพ.2 กล่าว
                  ส่วนการทัศนศึกษาดูงานของเด็กนักเรียนในครั้งนี้ อยากให้เด็กนักเรียนได้ศึกษาเรียนรู้การใช้ชีวิตนอกห้องเรียนว่ามีความแตกต่างอย่างไร ใช้ชีวิตพอเพียงและนำเอาหลักทฤษฎีใหม่มาประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตประจำวันได้ เพราะเห็นว่าที่ศูนย์การเรียนรู้ทฤษฎีใหม่แห่งนี้มีเนื้อที่กว้างขวาง โดยเฉพาะเรื่องของการทำเศรษฐกิจพอเพียง ทำเกษตรครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการเกษตรด้านประมง ปศุสัตว์ การปลูกข้าว การเลี้ยงสัตว์ การปลูกพืชระยะสั้น การเผาถ่านอัดแท่ง เป็นต้น โดยมีโรงเรียนเป้าหมายเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ จำนวน 17 โรงเรียน จำนวนนักเรียน 204 คน ครู 17 คน รวมทั้งข้าราชการ และลูกจ้างของ สสพ.2 จำนวน 29 คน รวมทั้งสิ้น 250 คน
                ด้าน ด.ญ.ศุจิพรรณ ไกรญาณสม นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ร.ร.ศิริวังวิทยาคาร กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นประธานนักเรียนและเป็นตัวแทนนักเรียนในการเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ บอกความรู้สึกในใจว่า "หนูมีหน้าที่คอยดูแลกรรมการสหกรณ์นักเรียนและคอยดูแลลูกค้าที่เข้ามาซื้อของในร้านสหกรณ์ การมีสหกรณ์ในโรงเรียนทำให้เราได้คิดเลขเและรู้จักการออมทรัพย์ รู้จักการทำบัญชีรายรับรายจ่าย ซึ่งการมาทัศนศึกษาในครั้งนี้ได้ประโยชน์หลายอย่างและได้ความรู้เรื่องการทำการเกษตร และการแก้ไขปัญหาครอบครัว หนูจะกลับไปบอกน้องๆ ที่โรงเรียนในเรื่องของการทำเกษตรด้านต่างๆ ให้อยู่อย่างพอกินพอใช้ ส่วนครอบครัวของหนูจะให้พ่อกับแม่ปลูกผักสวนครัว เพื่อเก็บผักมารับประทานและเอาผักไปขายได้
                ส่วน ด.ญ.ศิริวรรณ นุตมะหะหมัด นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ร.ร.สุเหร่าลำแขก กรุงเทพฯ บอกว่า "เริ่มรู้จักการออมตั้งแต่อยู่ชั้นอนุบาล 2 โดยพ่อแม่สอนให้รู้จักการออมไว้สำหรับเวลาจำเป็น ปกติหนูได้เงินไปโรงเรียนวันละ 40 บาท เงินออมของหนูเป็นเงินที่เหลือจากการใช้จ่ายในแต่ละวัน ซึ่งการออมในแต่ละวันจะไม่เท่ากัน บางวันก็เหลือมาก บางวันก็เหลือน้อย หนูจะหยอดกระปุกวันละ 10 บาทบ้าง 20 บาทบ้าง และกระปุกหนูจะเปิดออกไม่ได้ ต้องรอให้เงินเต็มกระปุกถึงทุบกระปุกออกแล้วนำไปฝากธนาคาร หนูจะออมแบบนี้ทุกวัน เพื่อให้ติดเป็นนิสัยและรักการออม รวมแล้วหนูมีเงินออมประมาณ 20,000 บาท วันนี้หนูดีใจมากที่ได้มาทัศนศึกษารู้สึกสนุกสนานและได้ความรู้มากค่ะ ได้เพื่อนต่างโรงเรียน ได้เรียนรู้วิถีชีวิตแนวทฤษฎีใหม่ และจะนำกลับไปบอกเพื่อนๆ น้องๆ และพ่อกับแม่ที่อยู่ที่บ้านว่าจะนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้ในด้านเศรษฐกิจพอเพียง เช่น การใช้เงินอย่างประหยัด การปลูกผักสวนครัว การเลี้ยงสัตว์ ทุกวันนี้บ้านหนูมีเนื้อที่อยู่หน้าบ้านไม่มากนัก แต่ก็สามารถปลูกผักไว้รับประทานได้ค่ะ วันนี้หนูประทับใจเรื่องความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่น ซึ่งแตกต่างจากคนในเมืองมากค่ะ"
               ขณะเดียวกัน ด.ญ.นิภาพร หนูเผือก นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ร.ร.สุเหร่าลำแขก กรุงเทพฯ กล่าวว่า ความหมายของคำว่า เศรษฐกิจแบบพอเพียง คือไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย สิ่งของที่เราอยากได้ต้องเก็บเงินเอง ไม่ต้องไปรบกวนพ่อกับแม่ มันเป็นของๆ เรา เราต้องเก็บเอง อย่าขอเงินคนอื่น เราต้องใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ ให้เหมาะสมกับวัยของเรา ทำตามแรงของเรา เพราะในสังคมปัจจุบันมีการแข่งขันสูง หนูจะนำหลักของพ่อมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้ทันเขา อย่างเช่นการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ เราจะต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ จากที่เราใช้เครื่องไฟฟ้า เราอาจใช้พลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลมเข้ามาช่วย เพื่อประหยัดไฟฟ้า
                "วันนี้หนูได้ความรู้เรื่องราวของพ่อในด้านต่างๆ ว่าท่านทรงงานหนักมากแค่ไหน รู้ถึงเกษตรทฤษฎีใหม่ รู้จักความพอเพียง ในฐานะที่หนูเป็นเยาวชนรุ่นใหม่ สิ่งหนึ่งที่หนูอยากฝากถึงน้องๆ คือให้ทุกคนเดินรอยเท้าพ่อไปเรื่อยๆ เราต้องใช้ชีวิตแบบของเรา และเอาชีวิตของเขามาประยุกต์ใช้กับเราไม่ให้ซ้ำกับของคนอื่น หนูดีใจที่ได้เกิดมาเป็นคนไทยในแผ่นดินไทย เรามีทุกอย่างสมบูรณ์แบบ หนูคิดถึงพ่อหลวง หนูเห็นประวัติตอนทรงงานที่โทรทัศน์ได้นำกลับมาฉายให้เราได้ดูใหม่ หนูถึงรู้ว่าพ่อหลวงทรงงานหนักมากน้อยแค่ไหนค่ะ และตอนนี้หนูมีที่ดินของย่าอยู่ที่ต่างจังหวัด จะเอาเนื้อที่ไปปลูกผักและจะกลับไปพัฒนาบ้านเกิดที่นั่นค่ะ หนูชอบเศรษฐกิจแบบพอเพียง ชอบเดินตามรอยเท้าพ่อ" ด.ญ.นิภาพร กล่าว

ลูกชิ้นไส้พริก

   

                 "ด.ช.ป๋อง" เรียนอยู่ชั้น ป.5 โรงเรียนแห่งหนึ่งย่านบางขุนเทียน กรุงเทพฯ และทุกวันช่วงที่อยู่ในโรงเรียน "ด.ช.ป๋อง" จะซื้อลูกชิ้นปิ้งกินเป็นประจำ และแม้ลูกชิ้นจะอร่อยมากมาย แต่เขาเองกลับไม่เคยได้กินลูกชิ้นหมดไม้แม้สักครั้งเดียว เพราะสุนัขในโรงเรียนแย่งกินหมด วันนี้ก็เช่นกัน "ด.ช.ป๋อง" ซื้อลูกชิ้นกินเหมือนเคย น้ำจิ้มที่เหนียวและหยดอยู่ตลอด "ด.ช.ป๋อง" จึงต้องถือไม้ลูกชิ้นต่ำๆ ข้างตัวระหว่างเดิน เพราะกลัวน้ำจิ้มสูตรเด็ดจะหยดเลอะเปื้อนเสื้อนักเรียนที่เขาสวมใส่อยู่
       และก็เป็นโอกาสของ "เจ้าตูบ" หมาที่อาศัยอยู่ในโรงเรียนที่ค่อยๆ เดินย่องเงียบตามหลัง "ด.ช.ป๋อง" อย่างช้าๆ จนไม่ทันที่ "ด.ช.ป๋อง" จะได้ระวัง ระหว่างนั้น "เจ้าตูบ" จึงงับเอาลูกชิ้นไปกินทีละลูก จนกระทั่งเหลือแต่ไม้ ที่ผ่านมาแม้จะถูก "เจ้าตูบ" งับเอาลูกชิ้นไปกิน แต่ก็เหลือลูก-สองลูกติดไม้ไว้บ้าง "ด.ช.ป๋อง" ก็ไม่รู้สึกโกรธแค้นเจ็บใจมากมายนัก
    แต่ครั้งนี้ "เจ้าตูบ" มันทำเกินไปจริงๆ เพราะไม่เหลือให้เจ้าของลูกชิ้นได้กินเลยสักลูก "ด.ช.ป๋อง" พอรู้ตัวว่าถูก "เจ้าตูบ" งับเอาลูกชิ้นไปกินหมด จึงได้แต่บ่นพึมพำว่า...แกมากเกินไปแล้ว พร้อมกับนำเรื่องไปปรึกษากับเพื่อนๆ ว่าจะหาวิธีแก้เผ็ดเจ้าตูบอย่างไรบ้างหลังจากประชุมกันนานกว่า 1 ชั่วโมง ทุกคนจึงได้ข้อสรุปร่วมกันว่า ครั้งนี้ "เจ้าตูบ" สมควรได้รับบทเรียนที่แสนเผ็ดที่สุดในชีวิตของมัน
   เมื่อเสียงกดออดพักเที่ยงของโรงเรียนดังขึ้น "ด.ช.ป๋อง" รีบไปซื้อลูกชิ้นปิ้ง และนำมาให้เพื่อนๆ ช่วยกันยัดพริกขี้หนูสวนเข้าไปในลูกชิ้นทุกลูก จากนั้น "ด.ช.ป๋อง" ก็ทำทีเดินถือลูกชิ้นปิ้งต่ำๆ เหมือนเคย และก็เหมือนเช่นเคย "เจ้าตูบ" ไม่พลาดที่จะเดินตามคอยงับลูกชิ้นกินทีละลูก แต่คราวนี้ลูกชิ้นมีรสเผ็ดมากเหลือเกิน จนทำให้ "เจ้าตูบ" ต้องรีบวิ่งไปกินน้ำล้างชามของพ่อค้า แม่ค้า ในโรงเรียน ชนิดควันออกปาก เผ็ดร้อนไปทั้งตัว
  วันต่อมา "ด.ช.ป๋อง" ซื้อลูกชิ้นปิ้งมากินและสังเกตว่าไม่มี "เจ้าตูบ" คอยมาเดินงับลูกชิ้นเหมือนเคย พอเดินมาได้สักระยะหนึ่ง "ด.ช.ป๋อง" เห็น "เจ้าตูบ" นั่งอยู่ข้างร้านขายข้าวแกง จึงเรียก "เจ้าตูบ" ให้มากินลูกชิ้น ทันทีที่เห็นลูกชิ้นปิ้ง "เจ้าตูบ" ถึงกับร้องตะโกนว่า "ไม่กินเผ็ดครับไม่กินเผ็ด" วิ่งหางจุกตูดอย่างไม่คิดชีวิตทีเดียว...

          พุ ศิลป์ปิ่น

วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2559

มือปราบหนู

    "มวหนุ่มสีเทา" ยืนตัวสั่นงันงกด้วยความกลัว เพราะเห็นหนูวิ่งไล่กัดกันบนสายไฟที่พาดยาวหน้าบ้าน และถือเป็นครั้งแรกที่แมวหนุ่มได้เห็นหนูตัวเป็นๆ หลังจากที่ย้ายบ้านตามเจ้าของมาอยู่บ้านหลังนี้ได้ไม่กี่วัน ซึ่งเท่าที่จำความได้ แมวหนุ่มไม่เคยเห็นหนูเลยสักครั้งเดียว มีเพียงแมวด้วยกันเองที่เคยบอกเล่าให้ฟังว่าหนูจริงๆ หน้าตาเป็นเช่นไร และแม้หนูจะวิ่งไล่กันผ่านไปพักใหญ่ๆ แล้ว แต่แมวหนุ่มก็ยังไม่ตกใจ เพราะภาพที่เห็นยังติดตาอยู่ตลอด...
       "ผู้เฒ่าแมวลายเหลือง" แมวที่อยู่ข้างบ้านติดกัน ซึ่งนั่งดูอาการแมวหนุ่มอยู่บนรั้วบ้านนานแล้ว จึงกระโดดลงมาหาแมวหนุ่ม พร้อมกับทักทายด้วยเสียงอันดังน่าเกรงขามว่า "สวัสดีพ่อหนุ่ม เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ใหม่เหรอ" เมื่อแมวหนุ่มได้ยินเสียงทักทาย จึงพูดตอบว่า "ใช่ครับท่านผู้เฒ่า เราเพิ่งย้ายมาอยู่บ้านหลังนี้ไม่กี่วันเอง" 
     ผู้เฒ่าแมวจึงพูดว่า "เรานั่งดูเจ้าอยู่นานแล้ว ทำไมแมวอย่างเจ้าถึงเกิดอาการกลัวหนู..." 
    เมื่อถูกผู้เฒ่าแมวถามเช่นนั้น แมวหนุ่มถึงกลับอ้ำอึ้งอยู่พักนึง ก่อนที่จะตอบว่า "ท่านเห็นเราเหรอ..." คือว่าเราถูกเจ้านายเลี้ยงอยู่แต่ในบ้าน เลยไม่เคยเห็นหนู ส่วนเจ้านายของเราก็พร่ำบอกอยู่เสมอว่า อย่าไปยุ่งกับหนู เพราะมันสกปรก เราจึงคิดว่าหนูนั้นเป็นสัตว์ที่น่ากลัวตั้งแต่นั้นมา" เมื่อผู้เฒ่าแมวได้ยินเช่นนั้นจึงหัวเราะ พร้อมกับพูดว่า...
   "เราเป็นแมว หากกลัวหนู เราก็คงเกิดมาเสียชาติแมว ฮ่าๆๆ" 
   "นั่นๆ ไง หนูมันวิ่งไล่กันตรงมาทางนี้แล้ว เรามาวิ่งไล่จับหนูกันดีกว่า" ผู้เฒ่าแมวพูดชวนแมวหนุ่ม พอพูดจบทั้งผู้เฒ่าแมวและแมวหนุ่มต่างวิ่งไล่จับต้อนหนูอย่างเมามัน และเป็นครั้งแรกของแมวหนุ่มที่วิ่งไล่และสามารถจับหนูได้
            หลังจากนั้นความกลัวหนูของแมวหนุ่มก็หมดไป ซึ่งแมวหนุ่มก็มักจะหนีเจ้าของออกมาไล่จับหนูนอกบ้านอยู่เป็นประจำ จึงเป็นที่กล่าวขานของบรรดาหนูและแมวทั้งหลายว่า แมวหนุ่มตัวนี้เกิดมาเพื่อเป็น "มือปราบหนู" โดยเฉพาะ เนื่องจากไม่มีครั้งไหนเลยที่แมวหนุ่มไม่สามารถจับหนูได้...
    จึงเป็นที่หวาดกลัวของบรรดาหนูอย่างมากทีเดียว...
                           พุ ศิลป์ปิ่น

วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ผิงไฟคิดไป

กวีบ้านๆจาก "Mr.Talon" ......."แสงดาวสาดส่อง บนดอยสูงกลางป่า กองฟืนกำลังมอดไหม้ คนผิงไฟเฝ้าครุ่นคิดถึงวันใหม่" หมายเหตุคอรัปเตอร์ นสพ.พิมพ์ไทยฉบับวันที่ 29 พ.ย. 59)