วันอังคารที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2560

หยุดทำร้ายฉัน

การ์ตูนใน นสพ.พิมพ์ไทย ฉบับวันที่ 11 เม.ย. 60

ไก่สามอย่าง

           นั่งคิด นอนคิด เดินนึกอยู่นานว่าจะเขียนเรื่องอะไรดี พอดีมาเดินตลาดสดย่านดอนเมือง กรุงเทพฯ ได้ยินเสียงคนที่มาจ่ายตลาดคุยกันถึงเรื่องกุ้งแห้งพอจับใจความได้ว่ากุ้งแห้งตอนนี้ราคาแพงมากไม่เหมือนสมัยก่อนช่วงประมาณ 5-10 ปี ที่ผ่านมาเวลาจะซื้อกุ้งแห้งมาประกอบอาหารไม่ต้องคิดมากเพราะราคาถูก
 แต่ปัจจุบันนี้ราคาแพงจริงๆ !
ผมได้ยินก็คิดตามนะก็คงจริงอย่างที่คนมาจับจ่ายตลาดเขาคุยกัน เพราะเดี๋ยวนี้เวลาไปนั่งกินข้าวต้มริมทาง เวลาสั่งกลับมากินกับข้าวต้มก็ต้องคิดแล้วคิดอีก โดยเฉพาะยำกุ้งแห้งถูกอัพราคาขึ้น แถมปริมาณกุ้งแห้งในจานก็ไม่หนาตาเหมือนสมัยก่อน เนื่องจากถูกขิงและเครื่องปรุงต่างแย่งชิงพื้นที่ด้านหน้าจานกัน ส่วนเจ้ากุ้งแห้งซึ่งมีไม่กี่ตัวก็กลายเป็นนางอายซ่อนตัวใต้เครื่องปรุงซะอย่างนั้นฮ่า ฮ่า ฮ่า อาจเป็นเพราะกุ้งแห้งราคาแพงขึ้น การกินยำกุ้งแห้งในยุคนี้
ก็เลยไม่เต็มปากเต็มคำเหมือนในอดีต !!
พอได้ยินเรื่องราวของกุ้งแห้ง ผมก็เลยคิดถึงสมัยที่เรียนอยู่ชั้นป.ว.ช. (ประกาศนียบัตรวิชาชีพ) ที่โรงเรียนศิลปะย่านฝั่งธนบุรี จำได้ว่าผมกับเพื่อนประมาณ 3-4 คน นั่งรถโดยสารบขส.ไปเที่ยวที่จ.ชลบุรีกันแถมเงินในกระเป๋าก็มีติดตัวกันนิดๆหน่อยๆ ช่วงที่หิ้วท้องไปกินมื้อเย็นที่สวนอาหารแห่งหนึ่ง ก่อนจะอำลาเมืองชลกัน ผมจำได้แม่นมิรู้ลืมวันนั้นเราเปิดเมนูสั่งอาหาร ไปเจออยู่เมนูหนึ่ง "ไก่สามอย่าง" แค่เห็นชื่อก็กลืนน้ำลายกันแล้ว แถมราคาถูกกว่าเมนูอื่นๆอีกต่างหาก พวกเราไม่รอช้าสั่งทันที 1 จานพร้อมข้าว 1 โถ แค่นี้ก็คงจะพอให้พวกเราคลายหิวกัน
ก่อนกลับกรุงเทพฯ ครับ !
ขณะที่พวกเรานั่งคุยกันเพลินๆก็ได้ยินเสียงคนเสริฟอาหาร "มาแล้วครับไก่สามอย่าง" พร้อมกับวางโถข้าวพร้อมจานอาหารลงบนโต๊ะอาหาร พอเห็นหน้าตา "ไก่สามอย่าง" แทบหงายท้องตกเก้าอี้ เพราะมันไม่มีไก่เลยสักชิ้น มีแต่กุ้งแห้ง ถั่วลิสง มะนาว ขิง หอมแดง และพริกขี้หนูซอยชิ้นเล็กๆ จัดเรียงอยู่ในจานเล็กๆ  แล้วจะกินกันยังไง มื้อนี้พวกเราก็เลยกินกันไปขำกันไป เพราะมีงบประมาณอยู่แค่นี้จะสั่งอย่างอื่นเพิ่ม
ก็เดียวไม่มีค่ารถกลับกรุงเทพฯ !!
แต่ที่แน่ๆพี่คนเสริฟอาหารเขาคงคิดว่าพวกเราบ้าแน่ๆ สั่ง "ไก่สามอย่าง" มากินกับข้าว ปกติเข้าสั่งมาแกล้มเหล้ากัน โชคดีที่สมัยนั้นกุ้งแห้งไม่แพงเลยได้เยอะหน่อย....!!!
                               นวย เมืองธน
**********************************************

วันพุธที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2560

วันอังคารที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2560

สะพานควาย

                 

ย้อนกลับไปช่วงหลายสิบปี ก่อนหากใครมีโอกาสขึ้นรถสองแถวใหญ่ (รถโดยสารสาธารณะ) ในกรุงเทพฯ คงจะพอจำบรรยากาศและสีสันต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนรถสองแถวได้ไม่มากก็น้อยครับ ซึ่งผมเป็นคนหนึ่งที่มีโอกาสได้โดยสารรถสองแถวสาธารณะอยู่เป็นประจำ (สมัยนี้ก็ยังขึ้นอยู่นะ) ไม่ว่าจะในกรุงเทพฯหรือชานเมืองหลวง รวมถึงเขตปริมณฑลจังหวัดใกล้เคียง บางครั้งก็มีความตื่นเต้นและมีเรื่องราวให้ผมได้จดจําอยู่ตลอดเหมือนกัน อย่างเหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นบริเวณป้ายรถเมล์แห่งหนึ่งแถวหมอชิตเก่า
หรือย่านสวนสาธารณะจตุจักร !!
เวลาผมเดินทางผ่านป้ายรถประจำทาง หรือรถเมล์ย่านนี้ทีไร พอนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งนั้น ก็ยังนึกขำอยู่ในใจทุกทีครับ เพราะที่ป้ายรถเมล์วันนั้น นอกจากมีผมและคนอื่นๆ ที่กำลังรอรถอยู่แล้ว ก็ยังมีคุณลุงคนหนึ่งที่แต่งตัวดูดี แต่หน้าคุณลุงมีสีแดงเรื่อๆ แถมมีกลิ่นเหล้าโชยมาจากตัวคุณลุงเป็นระยะๆ ตามกระแสลมที่พัดมา
หรือคนที่ไม่กินเหล้าเรียกว่า "กลิ่นละมุด" !?
แต่ผมได้กลิ่นเหล้าที่ติดตัวนักดื่มนับครั้งไม่ถ้วน ก็ยังไม่เห็นว่ากลิ่นเหล้านั้นจะเป็น "กลิ่นละมุด" ตรงไหน ในขณะที่ผู้คนกำลังรอรถโดยสารอยู่นั้น ก็มีรถสองแถวใหญ่มาจอดรับผู้โดยสารที่ป้ายรถเมล์ตรงที่ผมยืนรอรถอยู่ กระเป๋ารถหรือคนเก็บเงินรถสองแถวคันดังกล่าว
เป็นผู้ชายวัยรุ่นท่าทางกวนโอ๊ย !!
ก็มายืนอยู่บนถนนท้ายรถสองแถว พร้อมกลับตะโกนเรียกผู้โดยสาร "ควาย...รี ควาย...รี ควาย...รี" รัวๆ อยู่อย่างนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และอาจจะเป็นคำว่า "ควาย" นี่ละ ที่ทำให้ "คุณลุงกลิ่นละมุด" ที่ยืนรอรถอยู่ใกล้ๆ กับสองแถวใหญ่ที่จอดอยู่แสดงออกทางสีหน้า
ไม่ค่อยพอใจนัก กับคำว่า "ควาย" ??
ที่กระเป๋ารถสองแถวมาดกวนๆ ตะโกนสักเท่าไหร่ อ่อผมยืนอยู่ใกล้ๆ กับคุณลุงและสังเกตอากัปกิริยาอยู่ครับ ทันใดนั้น "คุณลุงกลิ่นละมุด" แกก็พูดด้วยน้ำเสียงลิ้นพันกันแบบคนเมานิดๆ กับกระเป๋ารถสองแถวว่า...
"เอ็งว่าใครควายวะไอ้หนุ่ม" !!
กระเป๋ารถสองแถวหนุ่มมาดกวน เมื่อได้ยินน้ำเสียงของคุณลุงท่าทางไม่เป็นมิตร จึงทำหน้างงๆ ก่อนยิ้ม แล้วพูดตอบกลับคุณลุงว่า "ผมไม่ได้ว่าใครครับลุง ผมหมายถึง "สะพานควาย" ครับ คือใครจะไป "สะพานควาย-อนุสาวรีย์ชัยฯ" ให้ขึ้นรถคันนี้ครับลุง ส่วนคุณลุงเมื่อได้ยินคำตอบจากกระเป๋ารถสองแถว แกก็ยิ้มให้พร้อมกับพูดว่า "แล้วไป นึกว่าด่าลุงว่าควาย เพราะลุงชื่อรี เห็นแกตะโกนรัวๆ ว่า ควาย...รี ก็คิดว่าด่าลุงน่ะสิ" พอคุณลุงพูดจบ ทำเอาคนที่ยืนรอรถและคนบนรถสองแถวต่อมฮาแตกกันเป็นทิวแถว ฮ่าๆๆ
นี่ก็เป็นเหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่ผมยังจำได้เป็นอย่างดี และถือเป็นความโชคดีที่ไม่มีใครต้องทะเลาะเบาะแว้งกัน เพราะคำว่า "ควาย" เป็นต้นเหตุ...
นวย  เมืองธน
*************************************************